สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง
KEY POINTS ;
* สภาพัฒน์ เปิดข้อมูล 5 กลุ่มเศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะราคาพลังงานสูงขึ้น
* ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
* กระทบภาคการค้าระหว่างประเทศจากการส่งออกที่ลดลง และภาคการท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่น้อยลง
* สร้างความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน ส่งผลให้เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อน และต้นทุนการกู้ยืมของประเทศเพิ่มขึ้น
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความขัดแย้งดังกล่าว หากยังคงยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคง ทางพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง
ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและพลาสติกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ซึ่งความผันผวนดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยเร่งให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ จะส่งผ่านกลุ่มต่าง ๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย
1)ด้านอุปทานและราคาพลังงาน
2)ด้านห่วงโซ่การผลิต
3)ด้านการค้าระหว่างประเทศ
4)ด้านการท่องเที่ยว และ
5)ด้านตลาดเงินตลาดทุน
สรุปได้ดังนี้ :
ผลกระทบต่ออุปทาน-ราคาพลังงาน :
ผลกระทบด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 46.8% ในปี 2568 โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 59% และก๊าซธรรมชาติ 24.3% ต่อการนำเข้าทั้งหมด
ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะตรึงราคาพลังงานภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ตาม โดยการเพิ่มขึ้นของระดับราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภาคครัวเรือนของไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยก็มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานประมาณ 14% สูงสุดในภูมิภาค
อีกทั้งเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบที่ส่งผ่านจากต้นทุนในสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปาและการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน เช่นเดียวกับภาคการผลิต เช่น การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์ คอนกรีตและซีเมนต์ เป็นต้น ทำให้เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านต้นทุนมาสู่ผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่อไป
ผลกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต :
สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งนำเข้า 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมด รวมทั้งโพรเพน เอทิลีน โพรพิลีน และก๊าซฮีเลียม ซึ่งการขาดแคลนวัตถุดิบดังกล่าวจะ ส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงรุนแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก
ผลกระทบภาคการเกษตร
สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคา ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศในตะวันออกกลางถึง 71.4% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงถึง 40.84%
ขณะที่ข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือนมี.ค. 2569 ประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน)
ประกอบกับที่มีการนำเข้าเพิ่มเติมในเดือนเม.ย.2569 อีก ประมาณ 2.0 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงทำให้มีปริมาณสต็อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ (0.42 ล้านตัน) คาดว่าจะเพียงพอใช้งานถึงสิ้นเดือนส.ค. 2569 เท่านั้น
ผลกระทบการค้าระหว่างประเทศ :
การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สัดส่วนสูงสุด 35.4% รองลงมาคือ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
ส่วนการนำเข้าของไทยจากตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยมีสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณีเงินแท่งและทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น หากสถานการณ์ยังยึดเยื้อจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในตลาดส่งออกที่ลดลง
ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 มีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในระดับสูง แต่เดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวลดลง เหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ
ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%
ผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน :
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนและทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น
ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับลดลงเนื่องจากเป็นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) ยังปรับเพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำให้ช่องว่างในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยลดลง
ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจนส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญ ๆ อาจมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าเดิม แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญกับทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ในการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรง คือ ประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงมีช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังน้อย โดยประเทศที่มีเสถียรภาพระหว่างประเทศอ่อนแอมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ขณะที่ประเทศที่มีช่องว่างทางการคลังในระดับต่ำจะเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบ ทั้งไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

