จับตาเยือนไทยของ โต เลิม เดิมพันใหม่ของยุทธศาสตร์ไทย–เวียดนามในอาเซียน
การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ระหว่างวันที่ 27–29 พฤษภาคม 2026 กำลังได้รับความสนใจจากทั้งรัฐบาลไทย เวียดนาม และแวดวงการทูตในอาเซียนอย่างมาก เนื่องจากถูกมองว่าเป็นการเยือนที่มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามในรอบหลายปี
นี่ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของ โต เลิม หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเวียดนามในปี 2026 และเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนามในปีเดียวกัน ซึ่งทำให้การเยือนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการทูตทั่วไป แต่สะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการกำหนด “ยุคใหม่” ของความร่วมมือระดับภูมิภาค
รัฐบาลไทยระบุว่า โต เลิม และภริยา จะเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระหว่างการเยือนมีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมถึงหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีไทยที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” หรือ Comprehensive Strategic Partnership (CSP) ซึ่งทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศยกระดับร่วมกันเมื่อปี 2025

การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งดังกล่าว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยและเวียดนาม หลังทั้งสองประเทศพัฒนาความร่วมมือจาก “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ในปี 2013 สู่ระดับ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความสัมพันธ์ทางการทูตที่เวียดนามใช้กับประเทศพันธมิตรสำคัญ
ในมุมมองของเวียดนาม ไทยกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของฮานอย โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว และอาเซียนกำลังกลายเป็นพื้นที่แข่งขันสำคัญระหว่างมหาอำนาจโลก
ปัจจุบันไทยยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังผลักดันเป้าหมายใหม่ในการขยายมูลค่าการค้าให้แตะระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ ยุทธศาสตร์ “Three Connects” หรือ “3 การเชื่อมโยง” ระหว่างไทยและเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองประเทศต้องการใช้ศักยภาพของตนในการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีแนวโน้มหารือความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ AI พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของหลายประเทศในภูมิภาค
อีกหนึ่งวาระสำคัญที่ถูกจับตา คือ เวที Thailand–Vietnam Business Forum ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างการเยือนครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย–เวียดนาม ทั้งด้านการลงทุน โลจิสติกส์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่
ก่อนหน้านี้ไทยและเวียดนามได้ลงนามความร่วมมือหลายด้านภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการค้า การปราบปรามยาเสพติด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนของภาคเอกชน และความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ความร่วมมือทางการทูต” ไปสู่ “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” มากขึ้น
ขณะเดียวกันความร่วมมือด้านความมั่นคงก็มีแนวโน้มถูกยกระดับเช่นกัน ทั้งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์ร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียนในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองว่า การเยือนไทยของ โต เลิม ครั้งนี้ สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของเวียดนามที่ต้องการสร้าง “แกนเศรษฐกิจใหม่” ภายในอาเซียน โดยให้ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการเงิน โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาค ขณะที่ไทยเองก็กำลังมองเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและตลาดยุทธศาสตร์แห่งใหม่ของเอเชีย
แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลงหรือเอกสารใหม่ที่จะมีการลงนามเพิ่มเติมระหว่างการเยือนครั้งนี้ แต่หลายฝ่ายประเมินว่า การเยือนของ โต เลิม จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลักดันแผนความร่วมมือไทย–เวียดนามระยะ 2026–2030 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต
สำหรับเวียดนามการเยือนไทยครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี หากแต่ยังสะท้อนความพยายามของฮานอยในการวางตำแหน่งไทย–เวียดนาม ให้กลายเป็นหนึ่งใน “แกนหลักทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์” ของอาเซียน ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่มา Dr. Vietnam’s post
วันที่ 24 พฤษภาคม 2569

