บลูมเบิร์กชี้ "เวียดนาม" มหาอำนาจใหม่ในเอเชียที่น่าจับตา
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยแพร่บทความเชิงความคิดเห็น "เวียดนามคือมหาอำนาจใหม่ในเอเชียที่น่าจับตามอง" โดยระบุว่า หากประเทศใด ๆ ต้องการแบบอย่างในการอยู่รอดท่ามกลางยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ให้ดูเวียดนามเป็นตัวอย่าง
การมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและหลีกเลี่ยงการพึ่งพาชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว เปลี่ยนให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐและจีน ว่าจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร แม้กระทั่งในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน
‘โต เลิม’ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กำลังขับเคลื่อนวาระดังกล่าว เขากลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ หลังจากได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีและประมุขของรัฐในเดือนเมษายนที่ผ่านมา การขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม ถูกนำไปเปรียบเทียมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ผู้นำจีน เนื่องจากแนวทางการกระจุกอำนาจอยู่ภายใต้ผู้นำเพียงคนเดียวอย่างผิดวิสัย
ประธานาธิบดีเวียดนามจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน การประชุมสุดยอดความมั่นคงเอเชีย (Shangri-La Dialogue 2026) วันที่ 29 พ.ค. ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พร้อมด้วยรัฐมนตรี นายพล และเจ้าหน้าที่จากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ในวาระนี้ เวียดนามอาจมีข้อคิดดี ๆ ที่จะแบ่งปันให้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสหรัฐ แสนยานุภาพทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีน และความกังวลว่า ประเทศขนาดกลางจะต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องตัวเองจากสองมหาอำนาจนี้หรือไม่
ผู้เขียนขอกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ดังเช่นที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์เพิ่งจะจับมือสร้างความร่วมมือทางการป้องกันประเทศ ผ่านการเจรจาซื้อขายอาวุธและแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองทางทหาร เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผล ภายใต้แนวคิดสามัคคีคือพลัง
เวียดนามเองก็มีกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมหาอำนาจ แต่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจใด ๆ ผ่านการหลีกเลี่ยงการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ หลีกเลี่ยงการตั้งฐานทัพทหาร และหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ความแตกต่างที่สำคัญคือ ความกระตือรือร้นในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้โต เลิม มีพื้นที่มากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่แสนทะเยอทะยาน
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เวียดนามสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ในอีก 5 ข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยอย่างมาก รวมถึง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 เวียดนามยังจำเป็นต้องมี ‘สภาพแวดล้อม’ ที่มั่นคงกว่านี้
เวียดนามยังพึ่งพาการส่งออก โดยในปี 2025 การส่งออกเติบโต 8.02% แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ ซึ่งขู่ว่า จะเรียกเก็บภาษีส่งออกเวียดนามสูงถึง 46% ก่อนที่จะลดลงเหลือ 20%
โต เลิม ยอมอุทิศทุนทางสังคมและการเมืองอย่างมหาศาล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โดยได้ยกระดับ ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ (Bamboo Diplomacy) แบบดั้งเดิมที่เวียดนามใช้มานานหลายทศวรรษ เพื่อบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐและจีน
มีเพียงไม่กี่ประเทศที่จะเข้าใจความอันตรายของการพึ่งพาประเทศมหาอำนาจได้ดีเท่าเวียดนาม ซึ่งใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อต่อต้านการถูกครอบงำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังแสวงหาวิธีการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประเทศเหล่านั้น
และนั่นหมายถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวาง ดังที่ โด ควง มานห์ ลินห์ นักวิจัยจากสถาบันการเมืองแห่งชาติโฮจิมินห์ (HCMA) ได้เขียนไว้ในบทความ ‘เครือข่ายยุทธศาสตร์ของเวียดนามและปัจจัยอินเดีย’ ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ของเวียดนามกับอินเดียสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงอย่างรอบด้านที่กว้างขึ้น โดยเวียดนามกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยุทธศาสตร์หลายจุดโดยไม่ละทิ้งอำนาจใดอำนาจหนึ่ง
การผลักดันทางการทูตของโต เลิม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กำลังสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกจากทรัมป์และสี จิ้นผิงแล้ว โต เลิมยังเดินทางพบกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่น่าอิจฉา รวมถึงประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้, ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย
เฉพาะในสัปดาห์นี้ โต เลิมได้เดินทางพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และมีกำหนดจะพบกับผู้นำของสิงคโปร์และฟิลิปปินส์
เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ กลยุทธ์ของประธานาธิบดีเวียดนามดูจะได้ผล โดยดัชนีอำนาจเอเชียปี 2025 ของสถาบันโลวี ซึ่งเป็นสถานบันคลังสมองของออสเตรเลีย ระบุว่า เวียดนามมีการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลโดยรวมภายในภูมิภาค มากเป็นอันดับสอง และในปัจจุบัน เวียดนามอยู่อันดับ 7 ของเอเชีย ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการบูรณาการระหว่างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและการขยายขอบเขตทางการทูต
ประเทศอื่น ๆ สามารถเอาเวียดนามเป็นแบบอย่างได้ โต เลิมกำลังผลักดันปฎิรูปการบริหารครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการตัดสินใจและลดขั้นตอนทางราชการ รวมถึงการลดจำนวนจังหวัดและเทศบาลลงเกือบครึ่ง และปรับโครงสร้างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลมาจากการที่เวียดนามมีความเสี่ยงด้านภาวะชะงักงันทางการเมืองต่ำที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และเป็นรองเพียงแค่ประเทศจีนเท่านั้น ตามที่บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ระบุไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเป็นรัฐพรรคเดียว
ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย สามารถบังคับใช้และดำเนินตามกฎระเบียบได้ โดยไม่ต้องผ่านการโต้แย้งแบบประชาธิปไตยที่ยุ่งยาก
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามโมเดลจะไร้ความเสี่ยงเลย
โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง อาจทำให้เป้าหมายการเติบโตของโต เลิม ต้องหยุดชะงัก โลกาภิวัตน์กำลังถดถอย และระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย กำลังถูกแทนที่ด้วยภาษีศุลกากร นโยบายอุตสาหกรรม และกลุ่มเศรษฐกิจ
ทรัมป์อาจเลือกบังคับใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับสินค้าจีนจำนวนมากที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรสหรัฐ และในสภาพแวดดล้อมเช่นนี้ เวียดนามมีพื้นที่ในการดำเนินงานน้อยลง
นอกจากนี้ อันตรายอาจมาในรูปแบบความสัมพันธ์กับจีนด้วยเช่นกัน
แม้ว่าการพบปะกันอย่างเปิดเผยระหว่างโต เลิม และ สี จิ้นผิง จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ เกี่ยวกับข้อพิพาทการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลี ในขณะที่จีนอ้างสิทธิ์ในน่านน้ำส่วนใหญ่จากแผนที่ปี 1947 เวียดนามกล่าวว่าสิทธิ์ของตนมีมาตั้งแต่ก่อนปี 1947
วิกฤตการณ์เกี่ยวกับไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อาจบีบให้เวียดนามเข้าใกล้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากขึ้น หากทรัมป์ตัดสินใจเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ก็อาจผลักดันให้เวียดนามต้องกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดอเมริกาเร็วกว่าที่ต้องการเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทั้งสองในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ในขณะที่จีนเป็นแหล่งวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ
ทั้งนี้ เส้นทางของเวียดนามสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชีย ซึ่งประเทศต่าง ๆ กำลังสร้างเครือข่ายของตนเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากทั้งสหรัฐและจีน โดยที่เวียดนามอาจก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าประเทศอื่นแล้ว
บทความโดย คาริชมา วาสวานี (Karishma Vaswani) คอลัมนิสต์ของ Bloomberg Opinion ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเด็นการเมืองเอเชีย-แฟซิฟิก โดยเฉพาะประเทศจีน อีกด้านหนึ่งเป็นวิทยากร พิธีกร และผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมากมาย เธอดำเนินรายการโดยอาศัยความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกิจการระดับโลกและเอเชีย ก่อนหน้านี้ทำงานกับ BBC ในเอเชียกว่าสองทศวรรษ ครอบคลุมข่าวสำคัญและการสัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงในภูมิภาค
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569

