Gen Z อยากได้ AI เป็นหัวหน้าแทนคน ไม่ลำเอียง รับฟัง ยุติธรรมกว่าคน
KEY POINTS
* ผลสำรวจ Gen Z ชาวอเมริกันพบว่า 10% ต้องการให้ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานแทนมนุษย์
* เหตุผลสำคัญคือเชื่อว่า AI จะมีความยุติธรรม เป็นกลาง ไม่ใช้อคติหรืออารมณ์ส่วนตัวในการประเมินผลงาน
* ความต้องการนี้ไม่ได้เกิดจากความหลงใหลในเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงประสบการณ์เชิงลบ และความผิดหวังที่พนักงานมีต่อหัวหน้าที่เป็นมนุษย์
* ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือสัญญาณเตือนให้ผู้นำองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับทักษะความเป็นมนุษย์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจและความโปร่งใส ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้
หัวหน้าที่เข้มงวดเกินไป หัวหน้าที่สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือหัวหน้าที่ชอบใช้อารมณ์จนลูกน้องอยากลาออก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานทุกยุคทุกสมัย แต่ในยุค AI ความไม่พอใจต่อหัวหน้าหรือผู้นำ อาจกำลังเดินไปไกลกว่านั้น เมื่อพนักงานรุ่นใหม่บางส่วนไม่ได้แค่บ่นเรื่องหัวหน้าอีกต่อไป แต่เริ่มมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” อาจทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่ามนุษย์จริง ๆ
ผลสำรวจปี 2025 จาก EduBirdie ซึ่งสอบถามวัยทำงานชาวอเมริกันรุ่น Gen Z จำนวน 2,000 คน พบว่า 1 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม อยากให้หัวหน้าของตัวเองถูกแทนที่ด้วย AI ขณะที่ เกือบ 70% ยอมรับว่าพวกเขาพูดคุยกับ ChatGPT อย่างสุภาพเสมอ ทั้งการพิมพ์คำว่า “Please” หรือ “Thank you” ติดท้ายประโยค เผื่อว่าวันหนึ่ง AI จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในโลกการทำงาน
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจฟังดูเหมือนเรื่องขำขัน ในยุคที่ผู้คนคุ้นเคยและใช้งาน AI กันทุกวัน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุผลที่คนรุ่นใหม่เชื่อว่า AI อาจเป็นหัวหน้าที่ดีกว่ามนุษย์ และเหตุผลเหล่านั้นกลับสะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในองค์กรจำนวนไม่น้อย
✅ AI ถูกมองว่ามีความเป็นมนุษย์ มากกว่าหัวหน้าที่เป็นคนจริงๆ
ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่ม Gen Z ส่วนใหญ่ ไม่ได้บอกว่าอยากได้หัวหน้า AI เพราะมันฉลาดกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขาเชื่อว่า AI จะเป็นหัวหน้าที่ “รับฟังพวกเขาได้มากกว่า” “ยุติธรรมกว่า” และ “เป็นกลางกว่า” มนุษย์
บางคนมองว่า AI จะตัดสินผลงานจากข้อมูลจริง ไม่ใช่อคติหรือความชอบส่วนตัว ขณะที่บางคนเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะไม่สร้างบรรยากาศกดดัน หรือทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัว เหมือนหัวหน้าบางคนที่เคยพบเจอ ..สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ มีผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนให้เหตุผลว่า AI จะไม่คุกคามทางเพศพนักงาน และเป็นหัวหน้าที่ “น่ากลัวน้อยกว่า” มนุษย์
เมื่อมองให้ลึกลงไป คำตอบเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความยอดเยี่ยมของ AI แต่กำลังสะท้อนถึง "ประสบการณ์ด้านลบ" ที่พนักงานจำนวนหนึ่งได้รับจากหัวหน้างานของตัวเอง
✅ สัญญาณอันตรายขององค์กร ผู้นำยุคใหม่ ต้องรู้เท่าทัน!
เอเวอรี มอร์แกน (Avery Morgan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ EduBirdie มองว่า ความต้องการให้ AI มาแทนหัวหน้าไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็น “สัญญาณอันตราย” สำหรับผู้จัดการและองค์กรในยุคสมัยนี้
เธออธิบายว่า หากพนักงานรู้สึกว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถเป็นหัวหน้าได้ดีกว่ามนุษย์ นั่นอาจหมายความว่าผู้นำจำนวนหนึ่งกำลังล้มเหลว ในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่สุดของคนทำงาน
หลายคนอาจคิดว่าคนรุ่นใหม่ชาว Gen Z หลงใหลในเทคโนโลยี จนอยากทำงานกับ AI มากขึ้น แต่ Morgan เชื่อว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเลย แต่ตรงกันข้าม ผลสำรวจนี้กำลังสะท้อนว่า พนักงานจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความไม่เป็นธรรม ความสับสนในการทำงาน และสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ (Toxic Workplace) ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่พบได้มากขึ้น ในช่วงที่หลายองค์กรบังคับให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มรูปแบบ โดยสรุปก็คือ พวกเขาไม่ได้กำลังเลือก AI เพราะชอบหุ่นยนต์ แต่กำลังเลือก AI เพราะผิดหวังกับมนุษย์
โลกงานยุค AI หัวหน้าที่มีคุณค่าต้องมีทักษะความเป็นมนุษย์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้จัดการหรือผู้นำทีมจำนวนมากกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนบทบาทของพวกเขาในอนาคต ขณะที่ผลสำรวจอีกหลายฉบับพบว่า หัวหน้างานเองก็รู้สึกกดดันที่จะต้องเรียนรู้ AI หากไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อย่างไรก็ตาม เอเวอรี มอร์แกน เชื่อว่า AI ยังไม่สามารถแทนที่ผู้จัดการที่มีคุณภาพได้
“ฉันไม่เชื่อว่า AI จะสามารถแทนที่ผู้จัดการมืออาชีพที่มีความฉลาดทางอารมณ์ มีความเห็นอกเห็นใจ มีวิจารณญาณด้านจริยธรรม และสามารถแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้”
เธอมองว่าความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดคือ สิ่งที่ทำให้พนักงานอยากได้หัวหน้า AI กลับเป็นสิ่งเดียวกับที่ AI ไม่มี เพราะแม้ AI จะประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว ตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง และวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ แต่สิ่งที่คนทำงานต้องการจากหัวหน้าไม่ได้มีแค่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
พวกเขาต้องการคนที่รับฟัง เข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อน มองเห็นความรู้สึกของทีม และสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ได้ ..คุณสมบัติเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ผู้นำยังคงมีความสำคัญในยุค AI
✅ องค์กรต้องแก้ไขยังไง เลี่ยง Toxic Workplace ลดการลาออก
ก่อนที่คนเก่งจะลาออก (ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุ สถานที่ทำงานไม่ปลอดภัย ไม่โปร่งใส ไม่รับฟังพนักงาน) มอร์แกน แนะนำว่า หน้าที่สำคัญของผู้จัดการในวันนี้อาจไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับ AI แต่คือการกลับมาใส่ใจทักษะความเป็นมนุษย์ที่หลายองค์กรมองข้ามไป
เธอแนะนำให้ผู้นำสร้างสภาพแวดล้อมในออฟฟิศ ที่เอื้อให้พนักงานกล้าพูดความจริง กล้าให้ฟีดแบ็ก และรู้สึกปลอดภัยที่จะสะท้อนปัญหาโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบตามมา “คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทของทุกคน แต่คุณต้องเข้าถึงได้ โปร่งใส สม่ำเสมอ และมีจริยธรรม”
ขณะเดียวกัน เธอเตือนพนักงานที่กำลังเผชิญกับหัวหน้าที่เป็นพิษ (Toxic Boss) หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ว่า ให้พูดคุยกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือผู้บริหารระดับสูง พร้อมเก็บหลักฐานและบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบ
และหากองค์กรไม่มีระบบสนับสนุนหรือไม่จริงจังกับการแก้ไขปัญหา เธอมองว่า การลาออกหรือเดินออกมา อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เธอย้ำว่า “ไม่มีตำแหน่ง เงินเดือน หรือโอกาสใด คุ้มค่ากับการแลกสุขภาพจิตของคุณ”
ท้ายที่สุดแล้ว ผลสำรวจนี้อาจไม่ได้กำลังบอกเราว่า AI จะกลายเป็นหัวหน้าในอนาคตอันใกล้
แต่กำลังสะท้อนคำถามที่องค์กรควรให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น นั่นคือ เหตุใดพนักงานรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง จึงเริ่มรู้สึกว่า AI มีความยุติธรรม มีความปลอดภัย และมีความเป็นมนุษย์มากกว่าหัวหน้าที่พวกเขาทำงานด้วยทุกวันเสียอีก
หากวันหนึ่งพนักงานเลือกเชื่อใจหุ่นยนต์มากกว่าผู้นำที่เป็นมนุษย์ ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมาถึงของ AI แต่คือการขาดหายไปของภาวะผู้นำที่ดีต่างหาก
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 16 กรกฏาคม 2569

