สี จิ้นผิง วาง 4 เสาหลักคุม AI โลก ดันจีนชิงบทนำกติกาใหม่
KEY POINTS :
* สี จิ้นผิง เสนอ 4 หลักการสำคัญเพื่อกำกับดูแล AI ในระดับโลก ได้แก่ การเปิดกว้างและแบ่งปัน, ความปลอดภัยและควบคุมได้, ความครอบคลุมและเคารพความหลากหลาย และการสร้างธรรมาภิบาลสากล
* จีนพยายามผลักดันบทบาทจากผู้ผลิตเทคโนโลยีไปสู่ผู้กำหนดทิศทางและกติกา AI ของโลก โดยเน้นความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South)
* เรียกร้องให้ AI พัฒนาภายใต้แนวคิด "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" และเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกประเทศเข้าถึงได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน World Artificial Intelligence Conference 2026 หรือ WAIC 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม 2569 โดยวางเป้าหมายผลักดันการพัฒนา AI ภายใต้แนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้

การประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligent Partners, Co-create the Future” หรือ “พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต” มีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 1,100 แห่ง จัดแสดงผลงานกว่า 3,000 รายการ และมีผลิตภัณฑ์ AI เปิดตัวครั้งแรกในโลกมากกว่า 300 รายการ สะท้อนบทบาทของจีนที่กำลังเร่งเปลี่ยนจากฐานการผลิตเทคโนโลยีไปสู่ผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมและกติกา AI ระดับโลก
✅ เทียบ AI กับเครื่องจักรไอน้ำ-ไฟฟ้า :
สี จิ้นผิง ระบุว่า AI มีพัฒนาการมานานกว่า 70 ปี นับตั้งแต่การประชุมดาร์ตมัท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิวัติทางเทคโนโลยีรอบใหม่
ผู้นำจีนเปรียบเทียบความสำคัญของ AI กับการถือกำเนิดของเครื่องจักรไอน้ำและไฟฟ้า ซึ่งเคยพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจ การผลิต และวิถีชีวิตของมนุษย์ พร้อมตั้งคำถามว่า สังคมโลกจะอยู่ร่วมกับเครื่องจักรที่สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างไร โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความเท่าเทียมระหว่างประเทศ
สี จิ้นผิง เตือนว่า หากเทคโนโลยีและทรัพยากร AI กระจุกตัวอยู่ในประเทศหรือบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่ และขยายช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาให้กว้างขึ้น
✅ เปิด 4 ข้อเสนอธรรมาภิบาล AI โลก :
ผู้นำจีนเสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแล AI ในระดับโลก
ประการแรก :
การเปิดกว้างและการได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยสนับสนุนระบบ Open Source การแบ่งปันองค์ความรู้ โมเดล และเครื่องมือ AI เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมผลักดันให้ AI เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก และเข้ามายกระดับภาคการผลิต อุตสาหกรรม และบริการแบบดั้งเดิม
ประการที่สอง :
ความปลอดภัยและความสามารถในการควบคุม โดย AI ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์ มีระบบกฎหมาย กฎระเบียบ การประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกลไกตอบสนองเหตุฉุกเฉิน เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ระบบอัตโนมัติหลุดจากการควบคุมของมนุษย์
พร้อมกันนี้ จีนแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายขอบเขตแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติเกินความจำเป็น การสร้างกำแพงทางเทคโนโลยี และการใช้มาตรการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเพื่อจำกัดการพัฒนา AI ของประเทศอื่น
ประการที่สาม :
ความครอบคลุมและการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการพัฒนา AI ต้องไม่ทำลายความหลากหลายด้านภาษา วัฒนธรรม หรืออารยธรรม แต่ควรใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความเข้าใจระหว่างประชาชน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง
ประการที่สี่ :
ความสามัคคีและธรรมาภิบาลสากล โดยสนับสนุนให้สหประชาชาติเป็นเวทีกลางในการสร้างกรอบกติกาที่เกิดจากฉันทามติระหว่างประเทศ และเพิ่มบทบาทของประเทศในกลุ่ม Global South ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังประมวลผล
✅ จีนเดินหน้า “AI Plus” ดันอุตสาหกรรมทะลุล้านล้านหยวน :
สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนกำลังเร่งดำเนินนโยบาย “AI Plus” หรือการนำ AI เข้าไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การขนส่ง ไปจนถึงงานบริการภาครัฐ
ข้อมูลที่เปิดเผยก่อนการประชุมระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านหยวน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 30% โดยอัตราการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของจีนสูงกว่า 80% แล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนย้ำว่า การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วต้องเดินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านจริยธรรมและความปลอดภัย โดยเปรียบ AI เสมือนม้าฝีเท้าดีที่สามารถเดินทางได้รวดเร็ว แต่จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมและกำหนดทิศทางอย่างเหมาะสม
✅ อัด 5,000 ที่นั่ง ฝึกอบรมประเทศกำลังพัฒนา :
เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สี จิ้นผิง ประกาศว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนจะจัดสรรโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมและสัมมนาเฉพาะด้าน AI จำนวน 5,000 ที่นั่ง ให้แก่บุคลากรจากประเทศกำลังพัฒนา
จีนยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศ
โดยทำงานร่วมกับอาเซียน สันนิบาตอาหรับ สหภาพแอฟริกา ประชาคมรัฐลาตินอเมริกาและแคริบเบียน องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่ม BRICS
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ การผลักดันระบบเตือนภัยอัจฉริยะด้านอุตุนิยมวิทยา “MAZU” หรือ “มาจู่” ให้เกิดการใช้งานจริงใน 30 ประเทศ เพื่อช่วยติดตามสภาพอากาศรุนแรง แจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน
✅ จีนรุกชิงพื้นที่กำหนดกติกา AI :
ท่าทีของสี จิ้นผิง ครั้งนี้สะท้อนความพยายามของจีนในการขยับจากบทบาทผู้พัฒนา AI ไปสู่ผู้นำการกำหนดมาตรฐานและธรรมาภิบาลโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องการทางเลือกด้านเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำและไม่ผูกขาดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
ก่อนการประชุมเปิดฉาก มี 29 ประเทศเข้าร่วมจัดตั้งองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ World AI Cooperation Organisation: WAICO ซึ่งจีนมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มเสียงของประเทศ Global South ในกระบวนการกำหนดกติกา AI
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านชิปประมวลผล โมเดลภาษาขนาดใหญ่ ระบบ Open Source มาตรฐานความปลอดภัย และการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
สี จิ้นผิง ทิ้งท้ายว่า การพัฒนา AI ไม่ควรเป็นการแสดงเดี่ยวของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรเป็น “บทเพลงประสานเสียง” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างทั่วถึง ไม่กลายเป็นเครื่องมือผูกขาดหรือเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลก
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 17 กรกฏาคม 2569

