นายกฯ ไทย–จีน ยืนยันความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต MOU 15 ฉบับ
KEY POINTS :
* นายกรัฐมนตรีไทยและจีนพบปะหารือ ยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
* ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเน้น 3 สาขาหลัก ได้แก่ การค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
* มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความตกลงรวม 15 ฉบับ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ ความมั่นคง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาธารณสุข
วันนี้ (จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง East Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยทั้งสองฝ่ายหารือด้วยบรรยากาศอบอุ่น โดยต่างยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง และการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีจีนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียจากเหตุสภาพอากาศรุนแรงในหลายพื้นที่ของจีน และเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าวได้ด้วยศักยภาพและความเข้มแข็งของประเทศ
ด้านนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและเกื้อกูลกันมาโดยตลอด โดยมีพื้นฐานจากความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน แม้ทั้งสองประเทศจะเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองชาติมีมายาวนานกว่าหนึ่งพันปี และปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย–จีนมีความแน่นแฟ้นที่สุด
ทั้งสองฝ่าต่างเห็นพ้องว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยและจีนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ภูมิภาคและประชาคมโลก
ในด้านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–จีน พร้อมทั้งย้ำว่าไทยตั้งตารอการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และได้เชิญนายกรัฐมนตรีจีนเยือนไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีจีนในรอบ 7 ปี
นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของจีน และนายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมกล่าวชื่นชมการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีน ซึ่งสะท้อนจากการเยือนนครเซี่ยงไฮ้และนครเฉิงตูในครั้งนี้
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทั้งสองประเทศเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ การค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
✅ 1)ด้านการค้า ไทยหวังให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าไทยที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคชาวจีนและสร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน ขณะที่ด้านการลงทุน ไทยยินดีต้อนรับการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน ซึ่งช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและผู้ประกอบการในประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและมาตรฐานของไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
✅ 2)ด้านการเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดในปี 2573 พร้อมเดินหน้าระยะที่ 2 บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ ไทยกำลังหารือกับ สปป.ลาว เพื่อพัฒนาโครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 และหวังว่าจีนจะสนับสนุนโครงการดังกล่าว รวมทั้งเสนอให้ร่วมกันผลักดันเส้นทางรถไฟเชียงของ–นาเตย–โม่ฮัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสำคัญในการเชื่อมโยงไทย ลาว และจีน
นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ทั้งสองประเทศเร่งขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีด้านสุขภาพ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ
✅ 3)ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย–จีน (Thailand-China 2+2 Mechanism) เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในระดับสูง โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรก พร้อมทั้งเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
สำหรับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมแสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ไทย–ลาว และไทย–กัมพูชา โดยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเพิ่มความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน และข้อมูลผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราม
ทั้งนี้ ไทยได้ให้ความร่วมมือกับจีนอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือและส่งกลับชาวจีนที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านแล้วรวม 7,894 คน และหวังว่าจีนจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทุกแห่ง
ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคี พร้อมยืนยันว่าไทยต้องการเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยใช้กลไกทวิภาคีบนพื้นฐานของความจริงใจและความสุจริตใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวของภูมิภาค รวมทั้งไม่ต้องการให้ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความร่วมมือที่สร้างสรรค์ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC)
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง จึงเห็นว่าการฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญ และหวังว่าจีนจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับมาใช้กลไกการหารือทวิภาคีในการแก้ไขปัญหา
ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ จำนวน 15 ฉบับ ดังนี้
✅ 1)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน
✅ 2)บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน
✅ 3)พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสำนักงานศุลกากรจีน
✅ 4)บันทึกความเข้าใจด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน ระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
✅ 5)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน รหว่าง อว. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน
✅ 6)บันทึกความเข้าใจระหว่าง อว. กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว (Beidou)
✅ 7)ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา ระหว่าง อว. และกระทรวงศึกษาธิการจีน
✅ 8)บันทึกความเข้าใจระหว่าง อว. กับองค์การอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย–จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
✅ 9)ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่าง อว.กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน
✅ 10)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทย-จีน
✅ 11)บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสำนักงานกำกับดูแลตลาดจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
✅ 12)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทย-จีน
✅ 13)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency)
✅ 14)บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับสำนักข่าว People’s Daily และ
✅ 15)บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีน
หลังจากนั้น เวลา 12.00 น. นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 20 กรกฏาคม 2569

