รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ‘ตรวจหัวใจ’ ส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร
“การตรวจ TEE หัวใจ” การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียด
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังทรวงอก (Transthoracic Echocardiography: TTE หรือ Echo) ถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่แพร่หลาย แต่ในผู้ป่วยบางราย ผลภาพถ่ายอาจยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
✅ รู้จัก ‘การตรวจ TEE หัวใจ’
ดังนั้น “การตรวจ TEE หัวใจ” (Transesophageal Echocardiography) หรือการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียดและคมชัดจากมุมมองที่ใกล้กว่าเดิม
แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า การตรวจ TEE เป็นการใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์ชนิดพิเศษสอดผ่านทางปากเข้าสู่หลอดอาหาร ซึ่งตำแหน่งของหลอดอาหารจะอยู่ใกล้กับหัวใจมากกว่าการตรวจผ่านผนังทรวงอกภายนอก จึงช่วยให้แพทย์ประเมินทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียดด้วยภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูง
โดยไม่ใช้รังสี จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดรังสีสะสม สามารถประเมินตำแหน่งที่มองเห็นได้ยากจากการตรวจ Echo ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจเทียม ผนังกั้นหัวใจ ลิ่มเลือดภายในหัวใจ ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ
✅ เตรียมพร้อมก่อนตรวจ
การนำมาใช้งาน แพทย์มักพิจารณาส่งตรวจ TEE ในกรณีที่ผล Echo ปกติให้ข้อมูลไม่เพียงพอ สงสัยความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือการทำงานของลิ้นหัวใจเทียม ตรวจหาลิ่มเลือดและภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ประเมินความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจทั้งที่เป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ประเมินภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนทรวงอกโป่งพองหรือฉีกขาด รวมถึงใช้ประกอบการทำหัตถการ ผ่าตัดหัวใจ และติดตามผลหลังการรักษา
ก่อนเข้ารับการตรวจ ผู้ป่วยควรงดอาหารและเครื่องดื่มตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน ประวัติการแพ้ยา และประวัติโรคหรือการผ่าตัดบริเวณหลอดอาหารให้แพทย์ทราบ พร้อมถอดฟันปลอมหรืออุปกรณ์ในช่องปาก และควรมีผู้ดูแลเดินทางมาด้วยหากแพทย์พิจารณาให้ยาช่วยผ่อนคลาย
✅ ขั้นตอนการตรวจ
กระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที (รวมเวลาเตรียมตัวและพักสังเกตอาการประมาณ 1–2 ชั่วโมง) ดำเนินการโดยแพทย์และทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการวัดสัญญาณชีพ ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดัน ระดับออกซิเจน เปิดสายน้ำเกลือ และพ่นยาชาบริเวณลำคอ ซึ่งบางรายอาจได้รับยาระงับความรู้สึกแบบรู้สึกตัวร่วมด้วย
จากนั้นผู้ป่วยจะนอนตะแคงซ้าย ใส่อุปกรณ์ป้องกันการกัดหัวตรวจ แพทย์จะค่อยๆ สอดหัวตรวจผ่านปากเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อประเมินและบันทึกภาพหัวใจจากหลายมุมมอง โดยผู้ป่วยยังคงหายใจได้ตามปกติ เมื่อตรวจเสร็จแพทย์จะนำหัวตรวจออกและให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน
ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ตามปกติ แต่ควรงดน้ำและอาหารจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการสำลัก โดยเริ่มจากการจิบน้ำก่อน หากไม่สำลักจึงเริ่มรับประทานอาหารได้ และควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหากได้รับยาผ่อนคลาย
แม้ว่าการตรวจ TEE จะมีความปลอดภัยสูง แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง เช่น เจ็บคอ บาดเจ็บที่ฟันหรือเหงือก เลือดออกเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว หรือปฏิกิริยาจากยาระงับความรู้สึก ส่วนการบาดเจ็บหรือทะลุของหลอดอาหารนั้นพบได้น้อยมาก โดยทั่วไป
หากมีอาการระคายคอเล็กน้อยจะหายได้เองใน 1–2 วัน แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก กลืนลำบากมากขึ้น อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 18 สิงหาคม 2569

