มหกรรมล้างบางทุนเทา 7 เฟส ถอนโคนระบบ ‘นอมินีต่างด้าว’?
KEY POINTS :
* ปฏิบัติการปราบ “นอมินีต่างด้าว” เดินหน้าถึงเฟส 7 จากเกาะพะงันขยายผลสู่ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ หัวหิน และเกาะสมุย
* เปิดพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตั้งบริษัททิพย์ ซื้อ-ถือครองที่ดิน ใช้ธุรกิจบังหน้าเพื่อขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า ไปจนถึงเส้นทางเงินข้ามประเทศ
* ขณะที่รัฐเริ่มยกระดับจาก “ไล่จับปลายเหตุ” สู่การตรวจโครงสร้างบริษัท เส้นทางการเงิน และการบังคับจำหน่ายที่ดิน เพื่อหวังตัดวงจรอย่างยั่งยืน
ปัญหา “นอมินีต่างด้าว” กำลังเปลี่ยนจากปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ไปสู่โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดการที่ดินของประเทศ
หลังรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง โดยดึงกระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมที่ดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพากร ตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานในพื้นที่ เข้ามาร่วมตรวจสอบเป็น “เครือข่าย” แทนการจับเฉพาะผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
✅ หัวใจของปฏิบัติการคือการเจาะเข้าไปถึงโครงสร้าง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”
ต้นน้ำ คือ เป็นสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี หรือตัวกลางที่ช่วยจัดตั้งบริษัท
กลางน้ำ คือ บริษัทที่ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบังหน้า
ปลายน้ำ คือ ทรัพย์สินจริง ทั้งที่ดิน บ้านพัก วิลล่า โรงแรม หรือธุรกิจที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ
กรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้หารือร่วมกันตั้งแต่เดือนพ.ค.2569 เพื่อวางแนวทางตรวจสอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมุ่งพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ และย้ำว่าการปราบปรามจะต้องดำเนินการทั่วประเทศ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะเกาะสมุย หรือเกาะพะงันเท่านั้น
✅ เฟส 1 “เกาะพะงันโมเดล” เปิดโปงโครงสร้างนอมินี
จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งกลายเป็นพื้นที่นำร่องในการผ่าตัดเครือข่ายนอมินี หลังเจ้าหน้าที่พบรูปแบบการจัดตั้งบริษัทที่ซับซ้อน มีคนไทยบางรายปรากฏชื่อเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก ทั้งที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับเงินลงทุน
13 พ.ค.2569 มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย จนกลายเป็นต้นแบบ ในการขยายผลไปสู่เมืองท่องเที่ยวอื่นๆ
การตรวจสอบพบถึงขั้นบุคคลคนเดียวมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวนมาก ขณะที่บางบริษัทใช้ที่อยู่เดียวกับสำนักงานกฎหมายหรือสำนักงานบัญชี และมีการไขว้ชื่อผู้ถือหุ้นระหว่างบริษัท ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างเหล่านี้อาจไม่ได้สะท้อนเจ้าของกิจการตัวจริง
เฟสแรกจึงเน้น “ต้นน้ำ” โดยเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีที่สงสัยว่าเป็นผู้จัดตั้งบริษัทและจัดทำเอกสารให้กลุ่มทุนต่างชาติ ก่อนขยายผลไปยังบริษัทที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน
เฟส 2 ขยับไปจัดการ “ปลายน้ำ”
คือบริษัทที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 300 นายเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 32 บริษัท และพบกรณีบริษัททุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท แต่ถือครองที่ดินถึง 8 แปลง รวมประมาณ 7.5 ไร่ มูลค่าราว 60 ล้านบาท ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง
ขณะที่การถือหุ้นของคนไทยถูกใช้ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ทั้งที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ลงทุนและผู้ควบคุมตัวจริงเป็นชาวต่างชาติ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 18 สิงหาคม 2569

