ร่วมติดตามรับชมบทสัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ภาคพิเศษ Mang theo tên Nước ของรองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์
บทสัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ภาคพิเศษ Mang theo tên Nước ของรองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ กรรมการสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม (สมาชิกวุฒิสภา และประธานที่ปรึกษากรรมาธิการการต่างประเทศและกรรมาธิการแรงงาน) เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของชุมชนชาวเวียดนามโพ้นทะเล การหวนคืนสู่รากเหง้า และการสืบสานวัฒนธรรมที่เข้มแข็งจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านมุมมองเชิงลึกจากการถ่ายทำ ณ กรุงฮานอย และจังหวัดนิงห์บิงห์ ประเทศเวียดนาม โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศเวียดนาม (VTV)
สรุปเนื้อหาจากคลิปวีดีโอ Xúc động hành trình tìm về cố hương Ninh Bình của Thượng nghị sĩ Thái Lan gốc Việt :
“เรื่องราวของ รองศาสตราจารย์ แล ดิลกวิทยารัตน์ หรือในชื่อเวียดนามว่า โด ดึ๊ก โคน (Đỗ Đức Khôi) สมาชิกวุฒิสภาและที่ปรึกษาคนสำคัญของวงการการเมืองไทย ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ของตระกูลหนึ่งเท่านั้น แต่คือภาพสะท้อนชะตากรรมของยุคสมัย รอยร้าวจากสงคราม และสายใยแห่งโลหิตที่ไม่อาจตัดขาดได้
บิดาของท่านคือ นายโด ญือ กี (Đỗ Như Kỳ) ชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่ปี 1937 ก่อนจะขาดการติดต่อกับแผ่นดินแม่โดยสิ้นเชิงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยบริบททางการเมืองที่เปราะบางในขณะนั้น
ทำให้ความเป็น "เวียดนาม" กลายเป็นสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น แม้โรงเรียนในไทยจะสอนประวัติศาสตร์อีกแบบ แต่ภายในบ้าน นายโด ญือ กี ยังคงพร่ำสอนลูกหลานเสมอว่า "ลุงโฮ" คือวีรบุรุษของชาติ และพยายามให้ลูกพูดภาษาเวียดนาม แม้กาลเวลาจะทำให้ภาษาเลือนหายไป แต่ความทรงจำเกี่ยวกับรากเหง้ายังคงฝังลึก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1989 เมื่อนายโด ญือ กี ได้รับหนังสือเดินทางเล่มใหม่ที่มีลายมือเขียนระบุสถานที่เกิดว่า "นิงห์บิงห์" (Ninh Binh) เบาะแสเพียงน้อยนิดนี้ได้จุดประกายให้ลูกชายออกเดินทางตามหาอดีตที่หายไป ในปี 2010 ระหว่างภารกิจเยือนเวียดนาม
ท่านสว.เลิศ ได้เดินทางไปยังอำเภอเอียนโม (Yen Mo) ตามคำบอกเล่าของพ่อ ภาพของแม่น้ำสายเล็กและทุ่งนาที่ปรากฏตรงหน้า ช่างเหมือนกับนิทานที่พ่อเคยเล่าให้ฟังในวัยเด็ก ราวกับจิ๊กซอว์ที่หายไปได้รับการเติมเต็ม ท่านเปรียบตัวเองว่าเคยรู้สึกเหมือนท่อนไม้ที่ลอยเคว้งคว้างกลางแม่น้ำ ไม่รู้ทิศทาง แต่บัดนี้ได้ตระหนักแล้วว่าตนเองคือกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่มีรากหยั่งลึกอย่างมั่นคง
เหตุการณ์ที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในการเดินทางครั้งนั้น คือการที่ญาติผู้ใหญ่พาไปเคารพหลุมศพประจำตระกูล และชี้ไปยังหลุมศพสีแดงที่เตรียมไว้สำหรับ "นายโด ญือ กี" โดยเฉพาะ ญาติพี่น้องต่างเข้าใจว่าพ่อของท่านเสียชีวิตไปนานแล้วเพราะขาดการติดต่อไปหลายสิบปี วินาทีนั้นความเข้าใจผิดแปรเปลี่ยนเป็นความปิติเมื่อทราบว่านายโด ญือ กี ในวัย 98 ปียังมีชีวิตอยู่ ท่านรีบโทรศัพท์กลับไปหาพ่อ ปลายสายเต็มไปด้วยความตื้นตันและปรารถนาจะกลับคืนสู่มาตุภูมิเป็นครั้งสุดท้าย แต่โชคชะตามักเล่นตลก นายโด ญือ กี เสียชีวิตลงในปี 2013 ด้วยวัย 100 ปี ณ ประเทศไทย ก่อนที่เอกสารการเดินทางจะเสร็จสมบูรณ์เพียงไม่กี่วัน ทิ้งไว้เพียงความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางของพ่อที่จบลง กลับกลายเป็นการเริ่มต้นที่แท้จริงของลูกชาย สองสัปดาห์หลังบิดาเสียชีวิต ท่านสว.เลิศ ได้สานต่อเจตนารมณ์ด้วยการนำอัฐิครึ่งหนึ่งของพ่อกลับมาฝังยังบ้านเกิด เพื่อให้พ่อได้พักผ่อนในอ้อมกอดของบรรพบุรุษตามที่ตั้งใจ ภาพของญาติผู้ใหญ่ที่เคยกอดลาพ่อที่หน้าหมู่บ้านในอดีตซ้อนทับกับการกลับมาของอัฐิในวันนี้
ปัจจุบัน สว.เลิศ วรัตม์ ไม่เพียงแต่นำชื่อของตนและลูกหลานบรรจุลงในสาแหรกตระกูลโดเท่านั้น แต่ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานสมาคมวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน และรักษารากเหง้าวัฒนธรรมเวียดนามให้คงอยู่ในหมู่ลูกหลาน โดยมีล็อกเกตบรรจุเส้นผมของบิดาคล้องคอไว้เสมอ เพื่อเตือนใจว่าพ่อได้กลับถึงบ้านแล้ว และจะคอยมองดูการเดินทางของลูกชายตลอดไป”
ที่มา VTV4
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

