PIER เจาะโครงสร้างส่งออกไทย โตแบบกระจุกตัว ส่งออกรายใหม่รอดยาก
KEY POINTS :
* การส่งออกไทยเติบโตสูงแต่กระจุกตัว โดยพึ่งพาสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเป็นหลัก
* ผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่เผชิญความท้าทายในการอยู่รอด โดยประมาณสองในสามออกจากตลาดภายในหนึ่งปี และมีเพียงส่วนน้อยที่สามารถขยายสินค้าได้
* การมีสินค้าส่งออกที่หลากหลายสัมพันธ์กับโอกาสรอดและศักยภาพการเติบโตที่สูงขึ้นของผู้ส่งออก
PIER หรือสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยบทวิเคราะห์ "สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย" ระบุว่า แม้การส่งออกไทยในปี 2568 จะขยายตัวสูงถึง 11.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยสิบปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่โครงสร้างการส่งออกยังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการพึ่งพาสินค้าเทคโนโลยีและผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่รอดในตลาดได้ไม่นาน
บทความดังกล่าวจัดทำโดย อภิชญา ผู้อุตส่าห์ เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการส่งออกรายผู้ส่งออกที่จำแนกตาม harmonized code 6 หลัก ร่วมกับดัชนีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (revealed comparative advantage: RCA) เพื่อวิเคราะห์ความหลากหลายของสินค้าส่งออกไทยทั้งในระดับประเทศและระดับผู้ส่งออก
ส่งออกไทยโตแรง แต่พึ่งสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น :
บทความระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยตามหลักสถิติดุลการชำระเงิน ไม่รวมทองคำ ขยายตัวถึง 11.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่เพียง 3% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าโลก โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยพึ่งพาสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 21.1% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 27.4% ในปี 2568 ขณะที่บทบาทของสินค้ากลุ่มอื่นปรับลดลง โดยเฉพาะสินค้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบาย dual circulation ของจีนที่มุ่งเน้นการพึ่งพาสินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
แม้ไทยจะเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกแล้ว แต่สัดส่วนยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะที่การพึ่งพาสินค้าเทคโนโลยีเพียงไม่กี่กลุ่มสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยหากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีชะลอลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยียุคใหม่ การส่งออกไทยอาจชะลอตัวและกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้
ผู้ส่งออกรายใหญ่ครองตลาดสูง :
บทความระบุว่า สินค้าเทคโนโลยีที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตะกร้าส่งออกไทยยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยผู้ส่งออกมูลค่าสูงสุด 1% ครองส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสูงถึง 85% สูงกว่าการกระจุกตัวของการส่งออกไทยโดยรวมที่อยู่ราว 64% สะท้อนว่าฐานผู้ส่งออกไทยยังขาดความหลากหลายและความเข้มแข็งในวงกว้าง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างฐานผู้ส่งออกที่เข้มแข็งในระยะยาว
สัญญาณของการกระจุกตัวดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังสูญเสียความหลากหลายไปหรือไม่ จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศและระดับผู้เล่นในตลาดส่งออก เพื่อทำความเข้าใจกลไกการเติบโตและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
“ความหลากหลายสินค้า” ปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพเศรษฐกิจ :
บทความอธิบายว่า แนวคิดเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มองว่า โครงสร้างการส่งออกที่หลากหลายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถในการผลิต ผ่านการสนับสนุนการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา การค้นพบสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสั่งสมทุนมนุษย์
ในกรณีของไทย บทความ aBRIDGEd ในอดีตของ PIER เคยพบว่า โครงสร้างสินค้าส่งออกไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีความหลากหลายและองค์ความรู้ในการผลิตที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าใหม่ที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการผลิตที่ประเทศมีอยู่เดิม
ขณะเดียวกัน งานวิจัยต่างประเทศยังพบว่า ประเทศที่มีโครงสร้างส่งออกหลากหลายสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีกว่า รวมทั้งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าในระยะยาว
แบ่งสินค้าส่งออกไทย 4 กลุ่มตามความสามารถแข่งขัน :
บทความวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกไทยในระดับ harmonized code 6 หลัก โดยใช้ดัชนี RCA เป็นเกณฑ์จำแนกประเภทสินค้า ซึ่งสินค้าที่มีค่า RCA มากกว่า 1 สะท้อนว่าไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในปีเดียวกัน
เมื่อเปรียบเทียบสองช่วงเวลา สามารถจำแนกสินค้าส่งออกไทยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
* สินค้าที่แข่งขันได้
* สินค้าใหม่
* สินค้าที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
* สินค้าที่แข่งขันยาก
ผลการวิเคราะห์พบว่า การส่งออกไทยมีโครงสร้างกระจุกตัวสูงมาตั้งแต่อดีต โดยมูลค่าการส่งออก 74% มาจากสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบ แต่สินค้าในกลุ่มนี้กลับไม่ได้มีความหลากหลายมาก มีสัดส่วนเพียงราว 17% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่กลับไม่ใช่สินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากสัดส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคส่งออก พบว่า การส่งออกไทยยังคงขับเคลื่อนโดยสินค้าที่ได้เปรียบเป็นหลัก และเริ่มพึ่งพาสินค้าที่ไม่มีความถนัดมากขึ้นในระยะหลัง ขณะที่สินค้าที่มีความได้เปรียบบางส่วนก็เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม เช่น การส่งออกข้าวที่ชะลอลงจากอุปทานข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
แม้โครงสร้างส่งออกไทยจะกระจุกตัวสูง แต่ในระดับประเทศยังไม่ปรากฏสัญญาณสูญเสียความหลากหลายของสินค้าส่งออก โดยสัดส่วนของสินค้าใหม่และสินค้าที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต ทั้งในแง่จำนวนสินค้าและมูลค่าการส่งออก
ผู้ส่งออกรายใหม่ยังอยู่รอดยาก :
เมื่อวิเคราะห์ในระดับผู้ส่งออก พบว่า มูลค่าการส่งออกยังคงกระจุกตัวอยู่กับ “คู่ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าเดิม” เกือบทั้งหมด แม้ผู้ส่งออกรายเดิมจะเลิกส่งออกสินค้าบางรายการ แต่มูลค่าค่อนข้างน้อยจึงไม่กระทบภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ “คู่ผู้ส่งออกรายใหม่–สินค้าใหม่” มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวน สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหม่มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มความหลากหลาย แม้บทบาทในเชิงมูลค่ายังจำกัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสินค้าใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาด ทั้งในลักษณะของการทดลองสินค้าและการขยายกำลังการผลิตที่ยังไม่เต็มที่
บทความยังพบว่า ในอดีตผู้ส่งออกส่วนใหญ่ส่งออกเพียงหนึ่งสินค้า แต่ในปี 2568 สัดส่วนของผู้ที่ส่งออกสินค้าหลากหลายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกมูลค่าน้อยกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐต่อปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทายในการอยู่รอด โดยประมาณสองในสามออกจากตลาดภายใน 1 ปี ขณะที่ผู้ที่ยังอยู่ในตลาดต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนสินค้าเท่าเดิมหรือลดลง และมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถขยายสินค้าส่งออกได้ในปีถัดไป สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการยกระดับผู้ส่งออกรายใหม่ไปสู่การเติบโตระยะยาว
ผู้ส่งออกสินค้าหลากหลาย มีโอกาสอยู่รอดและเติบโตสูงกว่า :
งานวิจัยยังวิเคราะห์ผลของความหลากหลายของสินค้าในสามมิติ ได้แก่ การอยู่รอด ศักยภาพ และเสถียรภาพในการเติบโตของผู้ส่งออก
ในด้านการอยู่รอด พบว่า ผู้ส่งออกไทยมีอายุการอยู่รอดในตลาดเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปี และมีเพียง 8% ที่อยู่รอดในตลาดตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ดี จำนวนสินค้าส่งออกมีความสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดอย่างมีนัยสำคัญ โดยทุกการเพิ่มจำนวนสินค้าเป็นสองเท่า สามารถลดความเสี่ยงในการออกจากตลาดได้ 15-21%
ด้านศักยภาพการเติบโต ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายของตะกร้าสินค้ามีแนวโน้มเติบโตได้มากกว่า โดยผู้ส่งออกหนึ่งสินค้ามีการกระจายตัวของอัตราการเติบโตที่โน้มไปทางหดตัวมากกว่า ขณะที่ผู้ส่งออก 2-5 สินค้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น และผู้ส่งออกมากกว่า 5 สินค้ามีโอกาสขยายตัวมากที่สุด
ส่วนในด้านเสถียรภาพของการเติบโต พบว่า ผู้ส่งออกที่มีจำนวนสินค้ามากขึ้นจะมีความผันผวนของอัตราการเติบโตลดลง เนื่องจากสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า หากสินค้าบางรายการเผชิญข้อจำกัด ก็ยังสามารถพึ่งพาสินค้าอื่นได้ ขณะที่ผู้ส่งออกที่มีสินค้าน้อยชนิดจะมีศักยภาพในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกต่ำกว่า
เสนอรัฐหนุนผู้ส่งออกพัฒนาสินค้าใหม่ :
บทความสรุปว่า แม้โครงสร้างการส่งออกไทยยังไม่ปรากฏสัญญาณความหลากหลายที่ลดลงอย่างชัดเจนทั้งในระดับประเทศและระดับผู้ส่งออก แต่ก็ยังเห็นมูลค่าส่งออกกระจุกตัวสูงในสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบและในคู่ผู้ส่งออกเดิม–สินค้าเดิมซึ่งมีจำนวนน้อย ดังนั้น การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้หลากหลายขึ้นจึงเป็นความท้าทายสำคัญ
ยกตัวอย่างแนวทางจากต่างประเทศ โดยเกาหลีใต้จัดทำโครงการ export vouchers เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกที่มีศักยภาพสูงให้เข้าถึงบริการให้คำปรึกษา การศึกษาตลาด และการทำการตลาด ขณะที่สิงคโปร์สนับสนุนเงินทุนแบบ project-based เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจและสินค้าใหม่ รวมถึงการศึกษาตลาดคู่ค้า ส่วนญี่ปุ่นจัดตั้งองค์กรช่วยเหลือผู้ส่งออกในการเข้าถึงข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและข้อจำกัดในตลาดคู่ค้า
ทั้งนี้ในระยะข้างหน้า การผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยสามารถทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดไปสู่สินค้าที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับภาคส่งออกไทย ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569

