SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์
KEY POINTS :
* แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในทุกแนวทางที่นำเสนอ
* กำหนดให้โรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกมีกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี พ.ศ. 2580
* SMR ถูกวางให้เป็นพลังงานสะอาดพื้นฐาน (Baseload) ที่มีความเสถียร เพื่อช่วยทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่จะทยอยปลดระวางในอนาคต
คณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2026) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในการจัดทำทางเลือกการจัดหาไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปี 2569-2593 ไว้ 4 แนวทางหลัก ซึ่งแต่ละแนวทางมีจุดเด่น ต้นทุน และสัดส่วนเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน ซึ่งจะนำไปเสนอต่อทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 นี้ ก่อนที่จะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปปรับปรุงและเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบในช่วงปลายปี

ในทุกกรณีของการจัดทำร่างแผนฉบับนี้ ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายรวมไว้ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผน และกำหนดให้โรงไฟฟ้า SMR แห่งแรก เข้าสู่ระบบในสัดส่วน 1% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า (GWh) ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2580 เป็นต้นไปไว้ทั้ง 4 แนวทาง เพื่อเป็นพลังงานสะอาดพื้นฐาน (Baseload) ที่มีความเสถียรสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น และสามารถเข้ามาช่วยทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมที่จะทยอยปลดระวาง
✅ ปักหมุด SMR จ่ายไฟปี 80
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับการจัดหาไฟฟ้าทั้ง 4 แนวทางเลือก กรณีฐาน (Base Case) ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีการบรรจุโครงการก๊าซธรรมชาติไว้ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าประมาณ 24,500 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 28,890 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 10,360 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า SMR จะเริ่มเข้าระบบที่ 1% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า (GWh) ทั้งหมดในปี 2580 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% และขยับขึ้นเป็น 18% ตั้งแต่ปี 2588 ไปจนถึงปีสิ้นสุดแผนปี 2593
ส่งผลให้ในภาพรวมปีสุดท้าย จะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดรวมอยู่ที่ 65% ประกอบด้วยพลังงานหมุนเวียน 42% โรงไฟฟ้า SMR 18% และเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ 5% และเชื้อเพลิงฟอสซิลเหลืออยู่ในระบบ 35% จากปัจจุบันที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 75% และมีพลังงานหมุนเวียน (RE) เพียง 24% พร้อมทั้งเสริมด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) อีกราว 54,500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 218,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

ส่วนกรณีที่ 2 มีลักษณะพื้นฐานของสัดส่วนเชื้อเพลิงเหมือนกับกรณีฐานทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการนำเงื่อนไขการสนับสนุนประเทศให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 มาคำนวณร่วมด้วย โดยการรวมต้นทุนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เข้าไปในต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อให้มั่นใจว่าการพึ่งพาฟอสซิล 35% จะไม่ขัดต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
✅ ดันพลังงานหมุนเวียน 72%
กรณีที่ 3 หรือแนวทาง Net Zero GHG by RE ที่จะใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มีเทคโนโลยี CCS ในกรณีนี้จะเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลงเหลือเพียง 16,800 เมกะวัตต์ แต่จะชดเชยด้วยการเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 61,300 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 52,700 เมกะวัตต์
กรณีนี้จะส่งผลให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนสูงถึง 89% เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 72% และโรงไฟฟ้า SMR อยู่ที่ 16% ซึ่งจะทำให้การพึ่งพาฟอสซิลเหลือเพียง 11% เมื่อสิ้นสุดของแผน โดยต้องลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สูงถึง 55,000 เมกะวัตต์ หรือ 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระบบ ไม่ให้เกิดความผันผวนจากการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก

ส่วนกรณีที่ 4 ตั้งอยู่บนแนวคิดการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและการนำเข้าจากเมียนมา เพื่อลดการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี และอยู่ภายใต้การใช้เทคโนโลยี CCS และพลังงานหมุนเวียน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ จะมาจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 18,900 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,890 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 23,360 เมกะวัตต์ รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 55,000 เมกะวัตต์ หรือ 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
กรณีนี้จะส่งผลให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดรวมที่ 73% เป็นพลังงานหมุนเวียน 54% และโรงไฟฟ้า SMR อยู่ที่ 17% ขณะที่สัดส่วนฟอสซิลจะอยู่ที่ 27% กรณีนี้ถือเป็นทางเลือกสายกลางที่พยายามสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยยังคงยึดถือกรอบเวลาของโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกที่ 1% ในปี 2580 และขยับขึ้นเป็น 13% ในปี 2588 ก่อนจะไปจบที่ 17% เมื่อสิ้นสุดแผน
✅ 10 ปีแรก พีดีพียังต้องพึ่งก๊าซ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในการจัดหาไฟฟ้าทั้ง 4 ทางเลือก ในช่วงระยะ 10 ปี (2569-2580) สัดส่วนของการใช้เชื้อเพลิงในแต่ละกรณีจะไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งจากการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเมื่อถึงปี 2580 กรณีต่ำ จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ราว 54,192 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 322,302 ล้านหน่วย ส่วนกรณีสูงจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ 57,273 เมกะวัตต์ หรือราว 341,207 ล้านหน่วย
ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ที่จะมาป้อนความต้องการ ในช่วง 10 ปีแรก คิดเป็นปริมาณราว 36,400 เมกะวัตต์ โดยจะมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลราว 9,100 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29 % การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,300 เมกะวัตต์ หรือมีสัดส่วนประมาณ 34 % พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ หรือมีสัดส่วนราว 5 % รวมทั้งโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ หรือราว 1 % และมีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น
✅ ยันไม่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯใหม่
สำหรับกำลังผลิตฟ้าใหม่ที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะ 10 ปีแรก จะยังไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขึ้นมาใหม่ แต่จะเป็นการต่ออายุโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติออกไปอีก 5-10 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีเพียงแค่ที่แม่เมาะ ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ ที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้วเท่านั้น

“โรงไฟฟ้าก๊าซที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ ไม่ได้มีการนำมาบรรจุในแผนพีดีพี ในระยะ 10 ปีแรก เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหาการแย่งกันสั่งซื้อเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า (Gas Turbine) หรือเกิดการขาดแคลนในตลาด ต้องรอคิวหรือรอการผลิตไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป ถึงจะเริ่มสั่งซื้อได้ ซึ่งกินเวลานาน ไม่ทันในระยะช่วง 10 ปีแรกที่จะนำมาบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีได้ ส่วนโรงไฟฟ้า SMR ขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2580 นั้น ยังไม่มีข้อสรุปได้ว่าจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ หรือจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน”
สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ที่ปลดออกจากระบบ ตั้งแต่ปี 2568 อาทิ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1-2 กำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี เครื่องที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ปี 2570 ปลดโรงไฟฟ้าบางปะกง เครื่องที่ 3 กำลังผลิต 576 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าราชบุรี ชุดที่ 1-3 กำลังผลิต 2,041 เมกะวัตต์ ปี 2571 ปลดโรงไฟฟ้า บางปะกง เครื่องที่ 4 กำลังผลิต 576 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าโกลว์ อีพีพี กำลังผลิต 713 เมกะวัตต์
ปี 2575 ปลดโรงไฟฟ้ากัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น ชุดที่ 1 กำลังผลิต 734 เมกะวัตต์ ปี 2576 ปลดโรงไฟฟ้ากัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น ชุดที่ 2 กำลังผลิต 734 เมกะวัตต์ ปลดโรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ ชุดที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ปี 2577 ปลดโรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังผลิต 315 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ปี 2578 ปลดโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 3 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 5 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ และปี 2579 ปลดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 670 เมกะวัตต์ เป็นต้น
✅ แนะเร่งเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เปิดเผยว่า ร่างแผน PDP2026 ได้จัดทำหลายกรณี (Scenario) สอดรับกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำไว้ และยังครอบคลุมในการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ แต่ที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ควรจะเปิดตลาดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรี หรือในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) ที่ชัดเจนว่าจะมีกี่เมกะวัตต์
“เรียกว่าร่าง PDP 2026 มีความพร้อมเพื่อที่จะไปรับฟังความคิดเห็น และค่อนข้างดีกว่าร่างแผน PDP 2024 ที่เคยรับฟังความคิดเห็นไว้มาก เพราะครั้งนี้ทำเป็นหลาย Scenario เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย รวมถึงความมั่นคงทางด้านพลังงาน ขณะที่ราคาก็ไม่แพงเกินไป และยังมุ่งสู่การดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่า PDP 2026 น่าจะประกาศใข้ได้ภายในปี 2569”
✅ จี้รัฐตั้งหน่วยงานกลางรับSMR
ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และระบบพลังงาน ให้ความเห็นว่า การนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาใช้งานทดแทนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล เพื่อเดินเครื่องเป็นพลังงานฐาน (Baseload) ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
อย่างไรก็ดี เป้าหมายกรอบระยะเวลาการดำเนินงานที่วางไว้ในปี 2580 นั้น มองว่าอาจจะเร็วเกินไป และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะสามารถบรรลุผลได้จริงในทางปฏิบัติหรือไม่
ทั้งนี้ หากภาครัฐมีความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องมีการยกเครื่องระบบการทำงานใหม่ทั้งหมดและเร่งรัดขั้นตอนต่างๆ เป็นกรณีเร่งด่วน โดยลำดับแรกที่ควร จะจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบภารกิจด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเฉพาะ ซึ่งในอดีตเมื่อปี 2554 ประเทศไทยก็เคยจัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาแล้ว แต่กลับต้องถูกยกเลิกไปหลังเกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องเร่งถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมความเข้มแข็งเชิงวิชาการให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างฐานความรู้ด้านนี้ให้แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ภาคการศึกษามีขีดความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์ ตลอดจนหาเหตุผลทางวิชาการมาร่วมสนับสนุน ปฏิเสธ หรือโต้แย้งในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโครงการได้อย่างรอบด้านและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 21 สิงหาคม 2569

