3 การไฟฟ้า-กกพ.-WHAUP เร่ง Smart Grid รับศึกไฟฟ้าสีเขียว-Data Center
✅ KEY POINTS
* 3 การไฟฟ้าฯ, กกพ. และ WHAUP เร่งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center ที่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตและใช้ไฟฟ้า
* การไฟฟ้าฯ ทั้ง 3 แห่ง กำลังปรับปรุงระบบเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น (กฟผ.), จัดการความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า (กฟน.) และใช้ Smart Meter เก็บข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงข่าย (กฟภ.)
* กกพ. เตรียมปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยจะเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้โครงข่าย (TPA) และพัฒนากลไกค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) เพื่อส่งเสริมการซื้อขายพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม
ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับ โพสต์ทูเดย์ เปิดเวที THE BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER ในหัวข้อ “Smart Grid : โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะกับอนาคตระบบพลังงานไทย” ระดมมุมมอง 3 การไฟฟ้าฯ กกพ. และ WHAUP ถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทย หลังพลังงานหมุนเวียน EV และ Data Center เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้ไฟฟ้า ทำให้ระบบต้องก้าวจากการเน้นความเพียงพอและความมั่นคง ไปสู่ระบบที่มีข้อมูล ยืดหยุ่น และบริหารจัดการได้แบบเรียลไทม์มากขึ้น
กฟผ.ปรับวิธีคิดเพิ่ม Flexibility ระบบ
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไฟฟ้าเริ่มจากฝั่งความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าที่เพียงพอและจ่ายต่อเนื่อง แต่ยังต้องการรู้ถึงแหล่งที่มาของพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด รวมถึงต้องการบริหารช่วงเวลาการผลิตและการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม
เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยระบบ Energy Management System ที่ใช้ Data และ Information เป็นพื้นฐาน จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถประมวลผลและตัดสินใจได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งของกฟผ. ระบบจำหน่ายของ กฟน. และ กฟภ. หรือ Microgrid ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการตัวเองในระดับหนึ่ง โดยมีระบบสื่อสารและ Smart Meter เป็นโครงสร้างสำคัญ
“สิ่งสำคัญของ Smart Grid คือระบบต้องสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ในระดับหนึ่ง”
✅ PDP เปลี่ยนจากกำลังผลิตสู่ความเสี่ยงไฟดับ
นายวฤตกล่าวอีกว่า การวางแผนระบบไฟฟ้าในอดีตเน้นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องได้ต่อเนื่องและมีกำลังผลิตสำรองเพียงพอรองรับช่วง Peak แต่เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีคิดจำเป็นต้องเปลี่ยน โดยต้องนำโอกาสเกิดไฟดับ การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงมาคำนวณร่วมกัน
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่ม Flexibility ให้ระบบ รวมถึงการใช้ Energy Storage ทั้ง Battery ที่ตอบสนองได้รวดเร็ว และ Pumped Hydro สำหรับการย้ายพลังงานปริมาณมากข้ามช่วงเวลา โดยต้องเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของพื้นที่ เพราะการลงทุน Smart Grid มีต้นทุนสูงและไม่ควรลงทุนเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน Data Center และ AI จะเป็นโจทย์ใหม่ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและกระทบทั้งความถี่และแรงดันของระบบ
กฟผ.จึงมองการลงทุนผ่าน 3 ปัจจัย ได้แก่ เวลา สถานที่ และเทคโนโลยี ต้องลงทุนให้ทันกับความต้องการจริง เลือกจุดติดตั้งที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ และเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน
✅ กฟน.ชี้ Solar ยังรับได้ 10% ของดีมานด์
ด้านนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า พื้นที่ กฟน. เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดจากการเพิ่มขึ้นของ EV ขณะที่ผลกระทบจาก Solar ตามมาตรการภาครัฐยังไม่รุนแรง และระบบโครงข่ายยังสามารถรองรับได้ โดยปัจจุบันมีดีมานด์หรือความต้องการประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตจาก Solar ในระบบประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ หรือราว 10% ของดีมานด์
กฟน.จึงอยู่ระหว่างเตรียมระบบรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการรักษาระดับแรงดันไฟฟ้าให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะช่วงกลางวันที่ Solar ผลิตมากอาจทำให้แรงดันสูง ขณะที่ช่วงหัวคํ่าการชาร์จ EV เพิ่มขึ้นอาจทำให้แรงดันลดลง จึงต้องมีอุปกรณ์เข้ามาช่วยควบคุมให้เหมาะกับสภาพของแต่ละพื้นที่
“ปัจจุบัน กฟน.มีดีมานด์ ในระบบประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังผลิตจากโซลาร์อยู่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์”
กฟน.เตรียมระบบรับ Solar-รถ EV
นายดิชวัฒน์ กล่าวว่า กฟน.ได้ศึกษาและดำเนินการ Pilot Test เพื่อเตรียมพร้อมรองรับรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้คือ OLTC หรือหม้อแปลงที่ปรับระดับแรงดันได้ เพื่อเพิ่มหรือลดแรงดันให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่เป็นการบริหารคุณภาพไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ทั้งจากการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวและการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ โดยการลงทุนอุปกรณ์จะต้องพิจารณาตามความจำเป็นและสภาพของแต่ละพื้นที่
✅ กฟภ.เร่ง Smart Meter รู้ข้อมูลทุกจุด
นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการวางแผนและวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคอีกต่อไป แต่พัฒนาเป็น Prosumer หรือทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน ขณะที่การขยายตัวของ Solar และ EV กำลังสร้างความท้าทายต่อการบริหารแรงดันในระบบ
ช่วงกลางวันที่ Solar ผลิตมากแต่มีการใช้ไฟน้อย แรงดันอาจสูงขึ้น ขณะที่กลางคืนเมื่อมีการชาร์จ EV ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นและแรงดันลดลง ทำให้หม้อแปลงแบบเดิมอาจไม่สามารถรักษาสมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ กฟภ.จึงให้ความสำคัญกับเซ็นเซอร์และ Smart Meter ทั้งในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และบริเวณหม้อแปลง เพื่อเก็บข้อมูลความละเอียดสูง
ข้อมูลดังกล่าวจะนำมาสร้างแบบจำลองและพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนได้ตรงจุด ทั้งการเพิ่มหม้อแปลง อุปกรณ์ชดเชยแรงดัน หรือแบตเตอรี่ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งเซ็นเซอร์ทุกจุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
“เราไม่ได้แค่ติดตั้งเทคโนโลยี แต่เรากำลังสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่พร้อมตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างตรงจุด”
✅ กฟภ.ชู 5,000-10,000 MW รับ Solar
นายพงศกรกล่าวว่า หากสามารถบริหารสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเดิมอาจรองรับ Solar ได้ถึง 5,000 เมกะวัตต์โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม และหากวางแผนติดตั้งใน Appropriate Location ให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบ ศักยภาพอาจขยับสูงขึ้นได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์
อีกเครื่องมือสำคัญคือการใช้ Price Variation เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเลือกติดตั้ง Solar ในพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องมีกติกาตลาดและเงื่อนไขทางเทคนิคที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจและมูลค่าทางการตลาดให้กับผู้ลงทุน
✅ กกพ.เปิดทาง TPA ปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า
นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงานกกพ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าต้องปรับตัว โดยหัวใจสำคัญคือการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ TPA เพื่อรองรับโลกที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งจาก EV และการผลิตไฟฟ้าแบบสองทิศทาง
กกพ.ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับ Energy Security คุณภาพไฟฟ้า และค่าไฟที่เหมาะสม โดยต้องไม่สร้างภาระต่อประชาชนหรือกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเป็นธรรมในการลงทุน ( Investment Fairness) ผ่านโครงสร้างค่าผ่านสายส่งและอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม
“หัวใจสำคัญคือไฟต้องมั่นคงและมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม”
✅ UGT-Wheeling Charge ดันไฟฟ้าสีเขียว
นายกัลย์กล่าวต่อว่า ภาครัฐอยู่ระหว่างบูรณาการนโยบายและวางกรอบการเปิดตลาดไฟฟ้าให้ยืดหยุ่นและเสรีมากขึ้น โดยอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) จะเป็นกลไกสำคัญรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรม ทั้งรูปแบบรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระบบ และรูปแบบที่ระบุแหล่งที่มาของพลังงาน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนพลังงานได้ชัดเจนขึ้นผ่านสัญญาระยะยาว
ขณะเดียวกัน กกพ.ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงสร้างค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) เพื่อรองรับการใช้โครงข่ายร่วมกันอย่างเป็นธรรม เปิดทางให้ผู้ประกอบการซื้อหรือผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและส่งผ่านระบบเดิมไปยังจุดใช้งานได้ โดยต้องออกแบบอัตราค่าบริการให้ครอบคลุมต้นทุนและรักษาสมดุลของระบบ รวมถึงพิจารณาค่าบริการสำรองระบบ (Standby Charge) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองที่ยังต้องพึ่งพาระบบหลัก
✅ WHAUP ย้ำเสถียรภาพต้องคู่พลังงานเขียว
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวว่า การเดินหน้าพลังงานสะอาดไม่ควรถูกมองว่าเป็นทางเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับ “ความเสถียร” หรือ “พลังงานสีเขียว” เพราะทั้งสองเรื่องต้องเดินควบคู่กัน โดยความเสถียรเป็นพื้นฐานที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้ ขณะที่หากไทยไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดของนักลงทุน ก็อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
Smart Grid จึงมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้ใช้ไฟฟ้าและบริหารพลังงานระหว่างกัน เช่น โรงงานหนึ่งมีพื้นที่ติดตั้งพลังงานสะอาดมากแต่ใช้ไฟน้อย ขณะที่โรงงานข้างเคียงมีความต้องการใช้ไฟสูง หากสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานกันได้ จะช่วยใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้ Demand Response เพื่อให้ผู้ใช้ลดหรือเลื่อนการใช้ไฟในช่วงที่ค่าไฟสูง
“ความเสถียรของระบบไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวไม่สามารถแยกจากกันได้ Smart Grid คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับทั้งสองเรื่องควบคู่กันไป”
✅ นักลงทุนมองไฟสะอาดราคาต้องแข่งขันได้
นายอัครินทร์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองเพียงมาตรการภาษีหรือกฎเกณฑ์ แต่ยังพิจารณาความสามารถของไทยในการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ความเสถียรของระบบไฟฟ้าไทยยังเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เข้าถึงโรงไฟฟ้าและตลาดซื้อขายพลังงานมากขึ้นจำเป็นต้องเดินคู่กับการปรับกฎระเบียบให้ทันกับรูปแบบธุรกิจใหม่ รวมถึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยในการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้การพัฒนา Smart Grid เกิดขึ้นจริงและสอดคล้องกับความต้องการของระบบ
บทสรุป เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ข้อมูล-ความยืดหยุ่น-พลังงานสะอาด” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่การลงทุนและกติกาตลาดต้องเดินให้ทันกับความต้องการใหม่ โดยเฉพาะ Data Center, EV และพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรักษาความมั่นคง พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที 11 กันยายน 2569

