‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว
เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหายจากเศรษฐกิจ
หลังเวลาเพียงสัปดาห์ น้ำท่วมรอบนี้สร้างความเสียหายแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3 ลง 0.55% นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ จับตาหากมวลน้ำเหนือมาอีกระลอก รัฐบาลจะวางแผนรับมืออย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรจากน้ำท่วมบ้าง?
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ ’THE STANDARD WEALTH‘ ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.55%
โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไปจนถึงสัปดาห์หน้า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีฉากทัศน์ ‘มีมวลน้ำเหนือไหลลงมา’ เพิ่มเติมอีกระลอก
โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายเพิ่มเติมยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถป้องกันและระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใดด้วย
“ถ้าน้ำเหนือมาอีกครั้ง และไม่สามารถกันน้ำได้ ก็อาจกระทบพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ประมาณ 50,000 ล้านบาท”
✅ ชี้ระบบเตือนภัยต้องเตือน ‘ก่อนเกิดเหตุ’ ไม่ใช่เตือนหลังน้ำท่วม
ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ถือว่า ‘ล้มเหลว’
โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งระบบเตือนภัยควรทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน
“จริงๆเรามีเทคโนโลยีระบบ Early Warning ต้องเตือนล่วงหน้า แต่รอบนี้ไม่ได้เตือนล่วงหน้า เป็นการเตือนตามหลัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่คุณลักษณะของระบบเตือนภัยที่ควรจะเป็น”
นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ดร.อัทธ์ ระบุว่า การบริหารจัดการในส่วนอื่นยังมี ‘ช่องโหว่’ ทั้งการระบายน้ำ การขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก การจัดเตรียมเสบียงสินค้า ครัวกลาง และศูนย์อพยพ
“เหตุน้ำมา เตือนประชาชนว่าให้รีบเอาของขึ้น แต่เอาของขึ้นแล้วไปไหนต่อ ถ้าน้ำท่วมบ้านแล้วจะให้ประชาชนไปไหน ถ้าไม่มีศูนย์อพยพ แล้วประชาชนจะเอารถไปจอดที่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจอดตามสะพานหรือตามข้างทางเหมือนเดิม”
ดร.อัทธ์ มองว่า หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ครั้งนี้มีความ ‘น่ากังวล’ ในอีกมิติหนึ่ง
เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเตือนภัยหลายเทคโนโลยี มีงบด้านน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่มีเอกภาพ Single command ใดๆได้อย่างไร
“ปี 2554 เรายังไม่มีระบบเตือนภัยแบบที่มีในปัจจุบัน แต่วันนี้เรามีระบบเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ก็แสดงว่าเราแย่กว่าเดิมใช่หรือไม่”
✅ ต้องมีองค์กรกลาง เรื่องน้ำ ‘เป็นอิสระทางการเมือง’
ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับกรุงเทพมหานคร กระทรวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำได้อย่างเป็นระบบ
“องค์กรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาน้ำได้ ไม่สามารถทำให้น้ำลด และไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านประชาชนได้ทันท่วงที”
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม
ดร.อัทธ์ เตือนว่า ปัญหาน้ำท่วมมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ทั้งภาวะเอลณีโญ ผังเมืองที่ขยาย
หากประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทั้งระบบ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
“ถ้าไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรใหม่มาจัดการทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีก คนจะไม่มาลงทุน”
✅ ปัญหาสายการบิน ลามกระทบความเชื่อมั่น FDI นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยง
ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ FDI
โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างโรงงานหรือฐานการผลิต หากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเกิดน้ำท่วมเมื่อใด ย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนอนาคต
“นักลงทุนลงทุนเป็นหมื่นล้านหรือสองหมื่นล้าน ต้องประเมินทุกมิติ ถ้าโรงงานเสี่ยงน้ำท่วม ใครจะมาลงทุน ถ้าไม่รู้ว่าจะมีแผนรับมือท่วมเมื่อไร ใครจะมาลงทุน”
ที่สำคัญ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทาง โดยยกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นของสายการบินแห่งชาติ กับการบริหารจัดการสนามบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยว
เมื่อเกิดน้ำท่วม นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้จ่ายได้ตามปกติ ย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง
✅ 300 มิลลิเมตรยัง ‘เอาไม่อยู่’ หากน้ำเหนือมาอีก ระบบต้องรับมืออย่างไร
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย
โดยเฉพาะเมื่อปริมาณฝนระดับประมาณ 300 มิลลิเมตร ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำ
“รอบนี้คือบททดสอบ 300 มิลลิเมตร เรายังเอาไม่อยู่ ถ้ามา 400-500 มิลลิเมตรจะทำอย่างไร บททดสอบเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่”
ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ปัญหาอาจยิ่งขยายตัว เศรษฐกิจเสียหาย ฉุดความสามารถแข่งขันเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์
✅ มองส่งออกยัง ’พระเอก’ แต่ GDP ไทยปีนี้โตต่ำ 2.1% ภาษีสหรัฐฯ-น้ำท่วม-บริโภค-ลงทุนชะลอกดดัน
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.อัทธ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมีทั้งเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษี 301 ภัยพิบัติ และสถานการณ์น้ำท่วม
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน ยังมีสัญญาณชะลอตัว
แม้การส่งออกยังเป็น ‘พระเอก’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
แต่การบริโภคและการลงทุนยังซึมตัว หรือหากขยายตัวก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก
จากปัจจัยดังข้างต้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1% ลดลงจากระดับ 2.4% ในปีก่อน
โดยมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภาษีสหรัฐฯ รวมถึงน้ำท่วม การชะลอตัวของการบริโภค และการลงทุน เป็นแรงกดดันสำคัญ
✅ ให้คะแนนรัฐบาลบริหารน้ำ 3 เต็ม 10 ชี้ ‘สอบตก’
เมื่อถามถึงการประเมินผลงานรัฐบาลในช่วงโค้งท้ายปี ให้คะแนนการบริหารจัดการน้ำ 3 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน หรือระดับ C ซึ่งถือว่า ‘สอบตก’ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ
“ถ้าเฉพาะเรื่องน้ำ เต็ม 10 ผมให้ 3 คะแนน ก็ให้เกรด C คือสอบตกเลย”
ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม อรรถให้คะแนนประมาณระดับ B แต่เป็น B ที่ค่อนข้างใกล้ C สะท้อนว่าไม่ได้มองว่าอยู่ในระดับดีมาก
“โดยรวมทุกเรื่องที่รัฐบาลบริหาร ผมให้ B แต่เป็น B กลางๆ ค่อนข้างจะมา C ไม่ใช่ B ที่จะไป B บวก”
ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้คือความเชื่อมั่น การบริหารจัดการน้ำ
เพราะหากประเทศไทยยังไม่ปรับระบบให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือนและธุรกิจ
แต่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิต การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
พร้อมถามย้ำว่า 10 ปี การบริหารจัดการน้ำของไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการบริหารน้ำ ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว
ที่มา thestandard
วันที่ 30 กันยายน 2569

