น้ำท่วมกรุงฉุดเศรษฐกิจไทย บทเรียนที่รัฐต้องตระหนัก
✅ KEY POINTS
* อุทกภัยในกรุงเทพฯ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการค้าและบริการซึ่งหยุดชะงัก
* สถานการณ์ดังกล่าวซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอตัว และยังมีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
* ภาครัฐต้องตระหนักถึงปัญหาและเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นในอนาคต
กลายเป็นอุทกภัยใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่า เหตุการณ์ฝนตกต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 25-28 กันยายน 2569 จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วประเทศไทย รายงานสถานการณ์ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า มีพื้นที่ประสบภัยครอบคลุม 29 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 2.6 ล้านคน (940,300 ครัวเรือน) และมีผู้เสียชีวิตสะสม 23 ราย
โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว มีประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 3.29 แสนครัวเรือน (ประมาณ 7 แสนคน) และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สถานการณ์นํ้าท่วมเพียง 5 วัน (25-29 กันยายน 2569) สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานสูงถึง 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.066% ของ GDP ทั้งปี
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นไว้ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของ GDP โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสียหายสูงถึง 7,014 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 57% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด
เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีโครงสร้างพึ่งพาภาคการค้าและการบริการเป็นหลัก เมื่อการเดินทางหยุดชะงัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงชะลอตัวลงอย่างฉับพลัน ผลกระทบระลอกนี้ตกลงสู่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ โลจิสติกส์การกระจายสินค้า ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs อย่างหนักหน่วง
ตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นนี้ ยังเป็นเพียงผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน ยานพาหนะ เครื่องจักร และผลผลิตทางการเกษตรที่จะตามมาหลังระดับนํ้าลดลง
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ แรงกระแทกจากภัยอุทกภัยครั้งนี้ เกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว โดยตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก
จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงข้างหน้ายังไม่หมดลง เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมเพิ่มการระบายนํ้าเป็น 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะดันระดับนํ้าให้สูงขึ้นอีก 0.70-1.70 เมตร
เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มนํ้าเจ้าพระยา โดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังเข้าสู่ระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ผลกระทบก็อาจจะขยายวงกว้างไปสู่นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานการผลิตวิกฤต
✅ นํ้าท่วมกรุงและพื้นที่สำคัญในครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ภาครัฐต้องตระหนักและเร่งดำเนินการ
สำคัญคือ รัฐบาลต้องเลิกมองปัญหาภัยพิบัติเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่อย่างบูรณาการ พร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น เพื่อลดการเผชิญกับความสูญเสียซํ้าซากในอนาคต
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 1 ตุลาคม 2569

