ผวา! ภาษีทรัมป์ฉุดส่งออกไตรมาส 4 หด 30% กดจีดีพีไทยโตต่ำกว่า 1.5%
สหรัฐฯเก็บภาษีสินค้าไทย 19% กดดันภาคส่งออก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่คาดว่ายอดขายจะหายไปถึง 30% ในไตรมาสสุดท้าย ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำสุดที่ 1.5% แม้ยังมีแรงพยุงจากงบกระตุ้นและนโยบายการเงินผ่อนคลาย
การที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีตอบโต้สินค้าไทยในอัตรา 19% นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะกดดันทั้งในเชิงโครงสร้างและแรงส่งระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้อัตราภาษีดังกล่าวจะไม่สูงเท่าที่หลายฝ่ายกังวลไว้ก่อนหน้าที่ 36% แต่ก็สูงพอที่จะทำให้ภาคการส่งออกต้องเร่งปรับตัวอย่างเร่งด่วน และเศรษฐกิจไทยโดยรวมต้องทบทวนยุทธศาสตร์ในระยะยาว
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่าวงประเทศและอาเซียนเปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากอัตราภาษี 19% ที่ไทยได้รับจากสหรัฐ ซึ่งอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เป็นคู่แข่งขันในตลาดสหรัฐที่เฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 19-20%
แต่จากอัตราภาษีที่ไทยจะถูกสหรัฐเก็บเพิ่มขึ้น คาดจะทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้หายไปประมาณ 30% ของการส่งออกโดยรวม
รศ.ดร.อัทธ์กล่าวว่า หลังรับรู้ภาษีสหรัฐที่ 19% จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้จีดีพีของไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ประมาณ 1.5-2% จากเดิมคาดว่า ตัวเลขจะติดลบหากไทยถูกเก็บภาษีที่ 36% ส่วนตัวเลขส่งออกปีนี้ จากที่ในครึ่งปีแรกส่งออกไทยขยายตัวได้ถึง 15% ซึ่งเป็นผลพวงจากการเร่งส่งออกก่อนที่ภาษีสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ คาดทั้งปีนี้จะส่งผลให้ส่งออกไทยยังขยายตัวได้ที่ 2-3% เป็นอย่างน้อย
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.7-2.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวราว 2-4% ขณะที่การลงทุนโดยรวมเติบโตที่ 1.7% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลงทุนภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวลงเล็กน้อยจากเดิม โดยคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมเล็กน้อย แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเล็กน้อย แต่ในปีนี้กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก และอาจเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวมากขึ้นในปีหน้า
สำหรับผลกระทบจากนโยบายการจัดเก็บภาษีที่ระดับ 19% ดร.นณริฏ ระบุว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐ และภาคการนำเข้าในกลุ่มสินค้าที่ไทยเปิดให้กับสหรัฐเพื่อให้ได้ดีล และที่เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศ
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ดร.นณริฏ ชี้ว่า ไทยควรมุ่งเน้นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง และตอบโจทย์อนาคต เช่น กลุ่มการแพทย์ เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกคือ ความชัดเจนของการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯที่ระดับ 19% ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่ปัจจัยลบที่ต้องจับตาคือ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม และความวุ่นวายทางการเมือง โดยเฉพาะการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ และปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศ
สำหรับแนวทางที่ภาครัฐควรดำเนินการคือ ควรมีมาตรการระยะสั้น เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ และขยายตลาดส่งออกให้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยกล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศต่างๆ สหรัฐได้คิดภาษีกับประเทศต่างๆ ในอัตราที่ไม่สูง ระหว่าง 15-20% ซึ่งประเทศชั้นนำของโลกที่อยู่ในกลุ่มส่วนใหญ่จะเสียภาษีไม่สูง ยกเว้นจีน ที่จะถูกเก็บภาษีประมาณ 50%
ดังนั้นเศรษฐกิจโลกในปีนี้ควรจะเติบโตได้ตามกรอบที่ IMF คือ 2.5% มีการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เป็นเรียลจีดีพี และคาดว่าปีหน้าก็น่าจะขยายตัวได้ 2.6% เพราะฉะนั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกไม่ควรมีภาพของการชะลอตัวลง และจะสังเกตว่าจากกระแสของการตอบรับของนักลงทุนโลกที่ราคาทองคำ ราคาน้ำมันราคาหุ้นไม่ได้ย่อตัวจากการประกาศตัวเลขของสหรัฐ
ขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นไทยก็เริ่มมีคนกลับมาลงทุน ดังนั้นภาพการค้าของโลกยังน่าจะค้าขายกันได้อย่างต่อเนื่อง และการค้าระหว่างโลกกับสหรัฐก็ยังน่าจะค้าได้อย่างต่อเนื่องที่ขยายตัวในระดับที่เหมาะสม และการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศก็น่าจะกลับมาท่องเที่ยวเป็นปกติ ไม่ได้มีความกระทบกระเทือน
อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยหอการค้ายังคงเป้าหมายจีดีพีทั้งปีไว้ที่ 1.5-2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่1.7% ขณะที่การส่งออกทั้งปีคาดไว้ 2.5-3%
“จากข้อสังเกตต่างๆ ในเบื้องต้น เรายังไม่ได้เปลี่ยนมุมมองของตัวเลขของการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ การส่งออกน่าจะขยายตัวประมาณ 2.5-3% ภาพของการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐหรือการค้าระหว่างไทยกับทั้งโลก ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่แย่ลง ขณะที่ครึ่งปีแรก การค้าของไทยได้ส่งออกไปในตลาดสหรัฐฯ ในอัตราเลข 2 หลัก ซึ่งอาจจะส่งผลให้การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังช็อกบ้าง”
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโต 1.5-2% ได้แก่
(1)งบประมาณแผ่นดินควรจะผ่านตามกำหนดคือ 15 สิงหาคม 2568 ซึ่งงบต่างๆ จะถูกนำไปใช้ในไตรมาส 4 การใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท น่าจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญในการกระตุกเศรษฐกิจไตรมาส 3 และนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) น่าจะเป็นนโยบายผ่อนปรน ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% และมีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
(2)สงครามการค้าสหรัฐ มีการประกาศตัวเลขการเก็บภาษีนำเข้าชัดเจน
(3)สงครามอิหร่านกับอิสราเอล ไม่ได้บานปลาย สงครามรัสเซียยูเครนไม่ยืดเยื้อ การเมืองโลกดูนิ่งสงบ ทำให้ราคาน้ำมัน ไม่แพงเกินไป น้ำมันก็จะเคลื่อนตัวอยู่ประมาณ 65-79 บาร์เรล
(4)ประเด็นการเมืองไทยก็น่าจะเปลี่ยนแปลงตามกรอบประชาธิปไตย
(5)สงครามระหว่างไทยกัมพูชาก็น่าจะอยู่ในกรอบของความสงบ
“ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น นักท่องเที่ยวจะกลับมา และการกระตุ้นจากมาตรการต่างๆ” นายธนวรรธน์กล่าว
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 6 สิงหาคม 2568