Negative Income Tax (NIT) เมื่อทุกคนต้องเข้าระบบภาษีใหม่ Startup ไทยเอาไงดี?
ในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดที่เรียกว่า "Negative Income Tax" หรือ "ภาษีรายได้ติดลบ" เริ่มถูกพูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่คำที่คุ้นหูนัก แต่ก็สร้างความสนใจได้ไม่น้อย
หลักการของระบบนี้ไม่ซับซ้อน ทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย จากนั้นรัฐจะใช้ข้อมูลดังกล่าวมาตัดสิน หากรายได้สูงกว่าเกณฑ์ก็จ่ายภาษีตามปกติ แต่ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะโอนเงินกลับคืนให้โดยอัตโนมัติ
เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ คือ การทำให้ประชาชนทุกคนอยู่ในระบบภาษี เมื่อทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน รัฐจะมีข้อมูลรายได้ที่ครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น สิ่งนี้ช่วยให้การจัดสรรสวัสดิการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดมากขึ้น
ในต่างประเทศ แนวคิดลักษณะนี้ถูกนำไปทดลองและปรับใช้แล้วหลายแห่ง เช่น สหรัฐอเมริกาเคยทดลองตั้งแต่ทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรเลือกใช้ระบบ “Universal Credit” ที่เชื่อมโยงสิทธิเข้ากับฐานข้อมูลภาษีโดยตรง ขณะที่สิงคโปร์ใช้โครงการ “Workfare Income Supplement” โอนเงินสนับสนุนให้แรงงานรายได้น้อยทั้งในรูปเงินสดและเงินออมเข้ากองทุนเกษียณ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ประเทศไทยเองก็กำลังขยับไปในทิศทางนี้ กระทรวงการคลังตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 ประชาชนทุกคนจะต้องยื่นภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย และมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะนำกลไก Negative Income Tax มาใช้ควบคู่
การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับระบบสวัสดิการ แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมที่มองว่าภาษีเป็นเรื่องของบางกลุ่ม ไปสู่สังคมที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในระบบเดียวกัน
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบนี้ขึ้นอยู่กับทั้งการออกแบบที่เรียบง่าย โปร่งใส และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน หากผู้คนมั่นใจว่าข้อมูลรายได้ที่ยื่นไปจะถูกใช้เพื่อสนับสนุนสิทธิประโยชน์จริง การยอมรับก็มีโอกาสเกิดขึ้น
หากมองจากปัจจัยที่มีอยู่ ประเทศไทยพร้อมหรือไม่?
เรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัลที่ค่อนข้างแข็งแรง ระบบพร้อมเพย์ทำให้การโอนเงินไปถึงบัญชีประชาชนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ระบบการยื่นภาษีออนไลน์ก็เริ่มทำงานมาหลายปีและมีคนจำนวนหนึ่งใช้งานจนคุ้นเคย
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีฐานข้อมูลประชากรที่เชื่อมโยงกับบัตรประชาชนและระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดตั้งต้นในการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความท้าทายก็ยังมีอยู่ไม่น้อย มีคนจำนวนมากยังไม่เคยยื่นภาษี และอาจไม่มีเอกสารหรือข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับรายได้ของตนเอง ความเข้าใจของประชาชนต่อการยื่นภาษี ก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก
อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่จากผู้ยื่นภาษีทั้งประเทศ จะเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ระบบหลังบ้านต้องสามารถตรวจสอบ ประมวลผล และบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส
ประตูบานใหม่สำหรับ Startups ไทย :
เมื่อมองไปที่จุดที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้เองอาจกลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่เปิดให้ธุรกิจและผู้เล่นรายอื่นเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะกลุ่ม Startups ที่คุ้นเคยกับการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม
ตัวอย่างหนึ่งคือ การบันทึกรายได้สำหรับแรงงานอิสระและผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน Startups สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยผู้ใช้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยอัตโนมัติ หรือเชื่อมต่อกับช่องทางการรับเงินที่ใช้อยู่แล้ว เพื่อลดภาระในการเก็บข้อมูลเอง
อีกประเด็นคือ การทำให้ขั้นตอนการยื่นภาษีเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น ระบบที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน หรือแม้แต่การยื่นผ่านแพลตฟอร์มที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น แอพพ์มือถือหรือแชตบอต อาจเป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้การเข้าสู่ระบบภาษีไม่ถูกมองว่าเป็นภาระ แต่เป็นสิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน
ในฝั่งของภาครัฐเอง ความท้าทายคือการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่จากประชาชนหลายสิบล้านคน Startups ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) หรือเทคโนโลยี cloud อาจมีบทบาทในการช่วยทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้ถูกจัดเก็บ ประมวลผล และนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โอกาสของ Startups ไทย อยู่ตรงไหน?
โอกาสของ Startups อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วยลดอุปสรรคในการยื่นภาษีหรือบันทึกรายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถขยายไปสู่การสร้างบริการรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากระบบภาษีที่ครอบคลุมทุกคน
หนึ่งในนั้นคือ บริการด้านการเงินส่วนบุคคล เมื่อประชาชนทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษี ข้อมูลรายได้จะถูกบันทึกอย่างเป็นระบบมากขึ้น Startups ที่ทำด้าน FinTech สามารถนำข้อมูลนี้มาต่อยอดเป็นบริการวางแผนการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อที่สะท้อนรายได้จริง หรือแม้แต่ระบบออมเงินอัตโนมัติที่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล
อีกด้านหนึ่งคือ เทคโนโลยีด้านภาษี (TaxTech) ที่อาจเติบโตขึ้นเพื่อรองรับทั้งบุคคลธรรมดาและธุรกิจขนาดเล็ก การให้บริการยื่นภาษีออนไลน์แบบอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบความถูกต้อง หรือการให้คำปรึกษาผ่านแชตบอต ล้วนเป็นบริการที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนจำนวนมากต้องทำธุรกรรมภาษีด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมี โอกาสในเชิงข้อมูล (Data Services) เมื่อข้อมูลรายได้ของประชาชนถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นระบบ Startups ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอาจมีบทบาทในการช่วยภาครัฐหรือภาคเอกชนใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อการวางแผนนโยบายหรือการออกแบบบริการที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
อีกมุมมองที่น่าสนใจ คือ เมื่อข้อมูลรายได้และฐานภาษีมีความครอบคลุมมากขึ้น ก็อาจเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจด้าน healthcare ที่สามารถออกแบบแพคเกจประกันสุขภาพตามรายได้จริง
ธุรกิจด้าน education ที่สร้างระบบการเข้าถึงการเรียนรู้โดยอิงกับฐานข้อมูลประชากร หรือแม้กระทั่ง บริการด้านสังคม ที่สามารถพัฒนาโซลูชั่นเฉพาะกลุ่มให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ระบบ NIT จึงอาจเป็นเหมือน “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ทำให้เกิดบริการใหม่ๆ รอบตัวประชาชน
หากประเทศไทยเดินหน้าใช้ระบบ Negative Income Tax จริง :
สิ่งที่ตามมาคือการปรับตัวของทุกฝ่าย ประชาชนเองอาจต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการยื่นภาษีที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำปี รัฐก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เพื่อสร้างความมั่นใจและทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใส
ขณะเดียวกัน สำหรับ Startups ไทย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่าง พัฒนาบริการหรือเครื่องมือที่ทำให้ระบบใหม่ใช้งานได้ง่ายขึ้นและในภาพรวมยังเป็นการสนับสนุนให้ประเทศมีโครงสร้างการจัดการที่ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 29 สิงหาคม 2568