ศักยภาพเวียดนาม ดึงทุนใหญ่ กับโซลาร์ฟาร์มทางเลือกใหม่พลังงานของชาติ
เวียดนาม ถือว่ามีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ ซึ่งมีค่าความเข้มรังสีของแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5–5.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน สิ่งที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นไม่ใช่แค่สภาพธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนด้านนโยบายอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะโครงการรับซื้อไฟฟ้าในราคาส่งเสริม (Feed-in-Tariff หรือ FiT) ซึ่งช่วยให้เกิดการขยายกำลังผลิตอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2019 ถึง 2021
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผล ได้แก่
* พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้และภาคกลาง
* การสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านมาตรการ FiT
* โครงข่ายส่งไฟฟ้าที่มีการพัฒนาในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง
* ความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับความจำเป็นในการกระจายแหล่งพลังงานและลดการพึ่งพาฟอสซิล
เมื่อไม่นานมานี้ ประชาชาติธุรกิจ มีโอกาศเดินทางร่วมกับ KH Academy ไปเยือนโรงไฟฟ้า บี.กริม เพาเวอร์ เวียดนามที่มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 257 เมกะวัตต์พีค (MWp) สามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยได้ประมาณ 300,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี แม้ผลผลิตในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ถือได้ว่าสามารถป้อนไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบี.กริม เพาเวอร์ จะจำหน่ายให้กับ EVN หรือการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity) เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของเวียดนามที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีบทบาทหลักในการครอบครองและผูกขาดระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศ และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ มีหน้าที่วางแผน ออกนโยบาย และควบคุมตลาดไฟฟ้าของเวียดนาม (เทียบได้กับ EGAT ของไทย) ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ทำไว้กับ EVN

ในช่วงที่พัฒนาโครงการ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ FiT ซึ่งทำให้สามารถขายไฟฟ้าให้กับ EVN ได้ในอัตรา 9.35 เซนต์สหรัฐ/กิโลวัตต์ชั่วโมง ถือเป็นแรงจูงใจที่ดีมากสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2019 ส่วนในด้านกฎหมายและขั้นตอนการลงทุน ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้ให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ
แนวโน้มพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม?
ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามยังมีอีกมาก เนื่องจากเวียดนามได้เข้าร่วม COP26 (การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26) และให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียว ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนรวมถึงพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังมีโอกาสอีกมากในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลังจากที่โครงการ FiT สิ้นสุดลง การลงทุนในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์อาจเผชิญกับความยากลำบากในการคำนวณความคุ้มค่าและการจัดหาเงินทุนจากธนาคาร การลงทุนในระบบโซลาร์รูฟมีโอกาสมากกว่า เนื่องจากนโยบายการซื้อไฟฟ้าโดยตรงมีผลบังคับใช้แล้ว และความต้องการติดตั้งโซลาร์ในนิคมอุตสาหกรรมก็มีสูงมาก
มาตรการหนุนใช้พลังงานสะอาดจากรัฐบาลเวียดนาม :
ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามมีมาตรการจูงใจหรือส่งเสริมให้ครัวเรือนและประชาชนทั่วไปหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าเพื่อการบริโภคเอง นอกจากนี้ การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 1 เมกะวัตต์) ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนหันมาติดตั้งระบบโซลาร์รูฟมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 4 ปีแรก และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 50% ในช่วง 9 ปีถัดไป รวมถึงได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบคงที่ที่ 10% เป็นระยะเวลา 15 ปี แทนที่จะเป็นอัตราปกติที่ 20%
แผน PDP VIII ปัจจัยสำคัญการลงทุนในเวียดนาม :
แผน PDP VIII หรือแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 ของประเทศเวียดนาม (Power Development Plan VIII) ที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อเดือน เมษายน 2568 เป็นแผนที่มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้นักลงทุนอย่างบี.กริม พาวเวอร์ สามารถจัดลำดับโครงการให้สอดคล้องกับแผนพลังงานแห่งชาติ โดยให้ความชัดเจนว่าเทคโนโลยีใดได้รับการสนับสนุน และควรนำมาใช้เมื่อใด
ส่งผลให้บี.กริม พาวเวอร์ จัดลำดับความสำคัญในการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม LNG และในอนาคตคือไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสามารถสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนระยะยาวของเวียดนาม นอกจากนี้ยังช่วยให้บี.กริม พาวเวอร์ วางแผนการจัดงบประมาณด้านการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ รัฐบาลเวีดนามให้การสนับสนุนในด้านการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ แต่การดำเนินงานในภาคสนามยังคงมีความท้าทาย เช่น ความล่าช้าในการอนุมัติ การขาดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า และความไม่สอดคล้องกันของกฎระเบียบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่นในระดับภูมิภาค การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนและการเข้าถึงกรอบการรับซื้อ
โรงไฟฟ้าโซลาร์ บี.กริม หนุนพลังงานสีเขียวเวียดนาม :
มร.เหงียน อันห์ ตวน ซีอีโอ บี.กริม เพาเวอร์ (เวียดนาม) เปิดเผยว่า บี.กริม พาวเวอร์เข้ามาลงทุนในเวียดนามเกือบ 10 ปีแล้ว โดยได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen ขนาด 257 เมกะวัตต์ในจังหวัดฟู้เอียน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Dau Tieng 2 ขนาด 240 เมกะวัตต์ในจังหวัดเต็ยนิญ
โดย 2 โครงการนี้ได้เพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้กับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของเวียดนามเป็นอย่างดี ทั้งยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากการผลิตพลังงานแล้ว การดำเนินงานของเรายังสร้างงานหลายพันตำแหน่ง ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
ตั้งเป้า 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 :
ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้า 62 แห่งใน 16 ประเทศ และกำลังผลิต 4,091 เมกะวัตต์ในปี 2024 ที่ผ่านมา และมีเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่สามารถทำได้ โดยปัจจุบันกำลังขยายการดำเนินงานในตลาดยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน เกาหลีใต้ และยุโรป โดยเน้นการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม LNG-to-power ที่ผสานกับไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
โดยอาศัยความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อการดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายกำลังผลิต การเพิ่มสัดส่วนในพลังงานหมุนเวียนให้เกิน 50% ซึ่งถือเป็นหัวใจของพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบี.กริม พาวเวอร์
บี.กริม พาวเวอร์ มองทิศทางพลังงานสะอาดในอนาคต :
จากการพัฒนาเทคโนโลยีและการเติบโตของประชากรในปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นแนวโน้มหลัก และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อเสียเรื่องความไม่เสถียรและการพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติ ดังนั้นทิศทางการพัฒนาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้
โดยเฉพาะ มร.เหงียน อันห์ ตวน เชื่อว่าในอนาคต เทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์จะมีการพัฒนาอย่างมาก ทั้งในด้านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน
ซึ่งในบรรดาพลังงานสะอาดทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์แบบโซลาร์เซลล์ คาดว่าจะเป็นแหล่งพลังงานที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้
* ต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
* ความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่น
* ทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วไปและเข้าถึงได้ง่าย
* การสนับสนุนจากนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 5 กันยายน 2568

