เวียดนามเดินหน้าปฏิรูปเทคโนโลยีและนวัตกรรม หนุนกฎหมายใหม่ดึงเอกชนร่วมลงทุน R&D
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลเวียดนามประกาศใช้กฎหมายที่ 180/2028/ND-CP ว่าด้วยนโยบายและสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างกรอบการลงทุนแบบ PPP ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายในการระดมทรัพยากรและเงินทุนจากภาคเอกชนมาร่วมกับภาครัฐในการวิจัย พัฒนา และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
กฎหมายฉบับนี้มีสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งกลไกรองรับความเสี่ยง การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ชัดเจนสำหรับผู้ร่วมลงทุน โดยภาคเอกชนจะสามารถหักค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาได้สูงถึงร้อยละ 200 จากรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมสิทธิยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมการใช้ที่ดินและค่าเช่าที่ดิน นอกจากนี้ ยังสามารถถือครองลิขสิทธิ์ผลงานวิจัย ข้อมูล และเทคโนโลยีที่พัฒนาภายใต้สัญญาโครงการ PPP ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
เพื่อสนับสนุนการลงทุนในระยะเริ่มต้น รัฐบาลเวียดนามได้วางระบบประกันรายได้และกลไกรองรับความเสี่ยงสำหรับโครงการวิจัยและนวัตกรรมในช่วงสามปีแรก รวมถึงเปิดทางให้ภาครัฐจัดซื้อสินค้าหรือบริการจากโครงการ PPP ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตรง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถร่วมลงทุนในโครงการได้สูงสุดถึงร้อยละ 70 พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น ทุนวิจัยและกลไกชดเชยหากต้องยุติสัญญาก่อนกำหนด
ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน 2568 นาย Nguyen Chi Dung รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากศักยภาพการถือครองเทคโนโลยี ความสามารถในการจดสิทธิบัตร และความพร้อมของภาคเอกชนในเชิงพาณิชย์
ที่ประชุมเห็นพ้องให้เทคโนโลยี Vietnamese Virtual Assistants เทคโนโลยี 5G และกล้อง AI เป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายหลักในปี 2568 นอกจากนี้ยังระบุอีกสี่สาขาที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ เทคโนโลยีบล็อกเชน หุ่นยนต์อัตโนมัติ และอากาศยานไร้คนขับ
นโยบายเหล่านี้ได้รับการเสริมด้วยกฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างดิจิทัลครั้งสำคัญของประเทศ โดยยกระดับคำว่า “นวัตกรรม” ให้มีสถานะเทียบเท่ากับ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” และเปิดกลไก Sandbox สำหรับการทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งยังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถนับค่าใช้จ่ายในการทดลองเทคโนโลยีเป็นต้นทุนหักภาษีได้
กฎหมายใหม่ยังส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยที่ใช้งบประมาณของรัฐ พร้อมกำหนดทิศทางการลงทุนภาครัฐในสาขาเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานหมุนเวียน ชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีดิจิทัล
อีกทั้งยังมอบบทบาทให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง พร้อมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านฐานข้อมูลระดับชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในทุกระดับ โดยให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดตั้งกองทุนและศูนย์นวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน (ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย, เรียบเรียงโดย : ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 17 ตุลาคม 2568

