นโยบายแรงงาน-การค้า-สาธารณสุขหนุนเศรษฐกิจไต้หวันเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ไต้หวันประกาศปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนเป็น 29,500 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 31,500 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 การประกาศของกระทรวงแรงงานนี้มีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ในด้านอัตราค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงปรับขึ้นเป็น 196 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือคิดเป็น 210 บาทต่อชั่วโมง จากเดิมค่าแรงอยู่ที่ 190 ดอลลาร์ไต้หวันต่อชั่วโมง
รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ได้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องในทุกปี การปรับค่าแรงในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน การปรับอัตราที่ปรับขึ้นดังกล่าวยังค่ำกว่าข้อเสนอของสหภาพแรงงานไต้หวันที่เรียบร้อยให้ปรับเป็น 29,734 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือน และ 168 ดอลลาร์ไต้หวันต่อชั่วโมง
การปรับค่าแรงขั้นต่ำสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานบัญชีและสถิติไต้หวันได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 3.1 เป็นร้อยละ 4.45 ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน มาตรการด้านการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคายาในไต้หวัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษียานำเข้าจากต่างประเทศในอัตราร้อยละ 100 โดยยกเว้นเฉพาะบริษัทยาที่มีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
นาย สือ ฉงเหลียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน เผยว่ามาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ มุ่งเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ยานำเข้า โดยเฉพาะยาชนิดใหม่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองสิทธิบัตรโดยไม่รวมส่วนผสมของยาเป็นหลัก ในปัจจุบันไต้หวันนำเข้ายาที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรจำนวนกว่า 75 รายการ
ซึ่งราคายาดังกล่าวอาจถูกปรับขึ้นจากผลของนโยบายดังกล่าว รัฐบาลไต้หวันเตรียมจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคายาและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และรักษาความมั่นคงทางสาธารณสุขภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ไต้หวันตกลงซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยไต้หวันนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี และเนื้อวัวที่ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร แลกกับการส่งออกสับปะรดของไต้หวันไปยังสหรัฐฯ
อีกทั้งยังมีการยกระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมมาใช้ในการภาคการเกษตร ในปัจจุบันไต้หวันเป็นผู้นำสินค้าการเกษตรจากสหรัฐฯ อันดับที่ 7 ของโลก
การเจรจามาตรการภาษีกับสหรัฐอเมริกาเป็นประเด็นสำคัญและเร่งด่วนที่รัฐบาลไต้หวันต้องดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากไต้หวันถูกกำหนดอัตราภาษีที่สูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 รองนายกรัฐมนตรีเจิ้ง ลี่จวิน แถลงข่าวว่า ไต้หวันได้เสนอแผนการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้รูปแบบ “ไต้หวันโมเดล” โดยมีแนวคิดจัดตั้ง Science Park ในลักษณะเดียวกับเขตซินจู๋ (Hsinchu Science Park) ทางตอนเหนือของไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีตอบรับข้อเสนอของไต้หวันในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้ไต้หวันเสียเปรียบในการเจรจา และอาจเป็นการถ่ายโอนเทคโนโลยีสำคัญไปยังสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมดุลกลับมา ขณะที่ไต้หวันเองมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในระยะยาว (ข้อมูล : สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย, เรียบเรียงโดย : ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 20 ตุลาคม 2568

