น่าห่วง! เปิดสถิติ 10 ปี เด็กเกิดลดลง เผยปัจจัยพิษศก.-แนวคิดเจนใหม่ หวั่นกระทบแนวทางพัฒนาประเทศ
สะเทือนวงการการศึกษา กรณีการปิดตัวลงของโรงเรียนดังถึง 2 แห่ง ในช่วง 1 สัปาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า สาเหตุการปิดตัวของ โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว ซึ่งเป็น 1 ใน 2 แห่งที่ผิดตัวนั้น ให้เหตุผลว่า สืบเนื่องมาจาก สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับจนส่งผลให้การเก็บค่าเล่าเรียน ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทำให้รายรับจากการดำเนินงานไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน จึงมีมติเห็นชอบหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าสถิติการเกิดของเด็กมีจำนวนลดลงทุกปี จากสถิติเมื่อปี 2567 เด็กไทยเกิดเพียง 461,421 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดไม่ถึง 5 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มจำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ กรมปกครอง จำนวนการเกิดทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี พบว่าลดลงทุกปีๆ ดังนี้
ปี พ.ศ.2558
เกิด 736,352 คน
ชาย 378,037 คน
หญิง 358,315 คน
ปี พ.ศ.2559
เกิด 704,058 คน
ชาย 362,395 คน
หญิง 341,663 คน
ปี พ.ศ.2560
เกิด 703,003 คน
ชาย 362,628 คน
หญิง 340,375 คน
ปี พ.ศ.2561
เกิด 666,366 คน
ชาย 343,227 คน
หญิง 323,139 คน
ปี พ.ศ.2562
เกิด 618,205 คน
ชาย 317,713 คน
หญิง 300,492 คน
ปี พ.ศ.2563
เกิด 587,368 คน
ชาย 302,836 คน
หญิง 284,532 คน
ปี พ.ศ.2564
เกิด 544,570 คน
ชาย 280,551 คน
หญิง 264,019 คน
ปี พ.ศ.2565
เกิด 502,107 คน
ชาย 259,558 คน
หญิง 242,549 คน
ปี พ.ศ.2566
เกิด 517,934 คน
ชาย 266,426 คน
หญิง 251,508 คน
ปี พ.ศ.2567
เกิด 462,240 คน
ชาย 238,467 คน
หญิง 223,773 คน
มกราคม-ตุลาคม ปี พ.ศ.2568
เกิด 348,686 คน
ชาย 179,959 คน
หญิง 168,727 คน (ข้อมูลเพิ่มจากเว็บไซต์ กรมการปกครอง)
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2506-2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี 2514 มากถึง 1,221,228 คน ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนเด็กเกิดต่ำ 6 แสนคนตั้งแต่ปี 2562 จำนวนเด็กเกิดได้ลดลงต่ำลงมาอีก จนในปี 2567 เด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงมาต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีแรก
อย่างไรก็ตาม อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ จำนวนลูกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ต่ำกว่า 2.1 คน กล่าวคือ จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าระดับทดแทนพ่อและแม่ ปัจจุบัน ประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำมาก
อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) พ.ศ.2567
เกาหลีใต้ 0.72
สิงคโปร์ 0.94
ประเทศไทย 1.03
จีน 1.00
อิตาลี 1.20
ญี่ปุ่น 1.21
สวีเดน 1.43
เยอรมนี 1.44
อังกฤษ 1.56
สหรัฐอเมริกา 1.62
จากแบบสำรวจ ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้สำรวจความเห็นประชาชนไทยจำนวน 1,042 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็นในประเด็น “สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม 2567 พบว่า
ผู้หญิงเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีลูก สัดส่วนผู้ชายตอบว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมมากกว่าผู้หญิง (ชาย 60% ต่อ หญิง 53%) ประชาชนที่อยู่ในสถานะสมรส ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
เพียง 39% ที่ตัดสินใจมีลูกอย่างแน่นอน
30% คิดว่าอาจจะตัดสินใจมีลูก
20% จะไม่มีลูก
แบบสำรวจถามด้วยว่า ถ้าท่านมีคู่รักหรือมีคู่แต่งงานแล้ว ยังมีสุขภาพแข็งแรง และอยู่ในวัยที่มีลูกได้
53% ตอบว่าจะมีลูก โดยเจนเนอเรชัน X ขึ้นไปมีสัดส่วนมากที่สุด (60%) รองลงมาคือ เจนเนอเรชัน Z (55%) และ Y (44%) ตามลำดับ
ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจมีลูกมีความแตกต่างกันระหว่างเจนเนอเรชัน โดยกลุ่มเจนเนอเรชัน X มีแนวโน้มที่จะมีลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ในขณะที่เจนเนอเรชัน Y มีสัดส่วนความตั้งใจมีลูกต่ำที่สุด
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว อาจรวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมของแต่ละช่วงวัย และปัจจัยทางสังคมอื่นๆ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการทำงานและการเลี้ยงดูบุตร
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

