ถอดรหัสสัมพันธ์ "ทรัมป์กับจีน" สัญญาณแห่งความหวัง
ข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปก็คือ สหรัฐอเมริกากำหนดให้ความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมานานหลายทศวรรษ และมักประกาศเจตนารมณ์ต่อการเข้ามามีบทบาทที่มีความหมายในเอเชียมากขึ้นอยู่เสมอมา ในขณะที่บรรดาชาติในเอเชียเองก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ว่านี้ไม่น้อยเช่นกัน ในฐานะเป็นเครื่องมือในการถ่วงดุล ป้องกันการครอบงำโดยสิ้นเชิงจากพี่เบิ้มของภูมิภาคอย่างจีน
ด้วยเหตุนี้ความเคลื่อนไหวในการเยือนเอเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้รับการจับตามองไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของความตกลงต่าง ๆ ที่ทรัมป์ทำขึ้นในช่วงระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏการณ์การอ่อนข้อยินยอมตามความต้องการบางประการของบรรดาชาติในเอเชีย ทั้งที่เคยเป็นพันธมิตรและที่เคยยึดถือว่าเป็นปฏิปักษ์สำคัญอย่างจีน ที่ถึงแม้จะจำกัดจำเขี่ยอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงการประนีประนอม เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการ
ตัวอย่างเช่น การยินยอมลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนลง เพื่อแลกเปลี่ยนกับคำมั่นสัญญาว่าจีนจะกวาดล้างการค้า เฟนตานิล แบบผิดกฎหมาย ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และทรัมป์เองก็ตระหนักดีว่าการปราบปรามดังกล่าวไม่มีวันมีประสิทธิภาพเต็มที่อย่างที่คาดหวัง
นักวิเคราะห์บางคนถือว่าการเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้ของทรัมป์ คือความสำเร็จทางการทูตที่น่าประหลาดใจ กระนั้นส่วนใหญ่แล้วกลับมองว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำไปในระหว่างการเยือนครั้งนี้ เป็นเพียงทางออกสำหรับปัญหาแค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด และทุกปัญหาล้วนเป็นสิ่งที่ทรัมป์สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น
นักวิเคราะห์เหล่านี้เชื่อว่าความตกลงที่จะลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสินค้าจากจีน และผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐอเมริกาเองนั้น เป็นเพียงการตัดสินใจที่ทำไปเพื่อลดทอนความเสียหายทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ทรัมป์ก่อขึ้นด้วยตัวเองมากกว่าอย่างอื่น
จีนตอบสนองด้วยการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกสินแร่หายากลง และรับปากที่จะเริ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีทีท่าว่าจะกลายเป็นผลเสียทางการเมืองครั้งใหญ่ให้กับทรัมป์ ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ถือเป็นชัยชนะทางการทูตอย่างสำคัญแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทั้งปัญหาสินแร่หายากและปัญหาถั่วเหลืองไม่เคยเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกามาก่อน จนกระทั่งทรัมป์เริ่มต้นมาตรการยั่วยุนั่นเอง
ปฏิกิริยาที่มีต่อความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในเอเชียที่ผ่านมาจึงปรากฏออกมาน้อยมาก สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ว่า แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมก้าวถอยหลังออกมาคนละก้าว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่การที่สหรัฐอเมริกาและจีนจะกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดีขึ้นจนถึงระดับเดียวกับที่เคยเป็นในช่วงรัฐบาลอเมริกันก่อนหน้านี้ เห็นทีจะต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานอย่างยิ่ง
นักวิเคราะห์บางคนถึงกับชี้ให้เห็นว่า ถึงอย่างไรทรัมป์ก็ยังเป็นทรัมป์ เป็นคนที่ถนัดและเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการทุบทำลายสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร้เหตุผล เพียงเพื่อให้โอกาสตัวเองได้สร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ ให้เป็นไปในแบบฉบับของตัวเองเท่านั้นเอง
ตัวอย่างเป็นรูปธรรมที่นักวิเคราะห์เหล่านี้หยิบยกมาแสดงให้เห็นก็คือ การรื้อทำลาย อีสต์ วิง ของทำเนียบขาว เพื่อรังสรรค์ให้เป็นวิมานสำหรับการเต้นรำแบบบอลรูม หรือย้อนกลับไปอีกนานหน่อย ก็จะเห็นได้ว่าทรัมป์ลงทุนทุบทำลาย อาคารอาร์ต เดโค บอนวิต เทลเลอร์ ในแมนฮัตตัน เพื่อให้ได้โอกาสสร้างสรรค์อาคารใหม่อย่าง ทรัมป์ ทาวเวอร์ ขึ้นมาแทนที่ เหล่านี้คือแนวทางและทัศนคติที่ทรัมป์นำมาปรับใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกับบรรดาชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะพันธมิตรสำคัญ ๆ
นั่นคือทำลายทุกอย่างที่เคยเป็นมา เพียงเพื่อให้ได้โอกาสสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นภายใต้ภาพลักษณ์ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม อดีตนักการทูตอย่าง ซูซาน ธอร์นตัน กลับมองนัยสำคัญของเรื่องนี้แตกต่างออกไป เธอเตือนทุกคนว่า ไม่ว่าอย่างไร นี่คือคนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คนซึ่งไม่ควรนำเอามาตรวัดความสำเร็จที่ใช้สำหรับคนทั่ว ๆ ไปมาวัด
ธอร์นตันระบุเอาไว้ในบทความแสดงความคิดเห็นชิ้นหนึ่งว่า ในทรรศนะของตน ความสำเร็จที่ใหญ่หลวงที่สุดในการพบหารือกันระหว่างทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ก็คือ “การส่งสัญญาณแห่งความหวัง” ออกมาว่า ในอนาคตมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงสามารถพบปะ พูดคุย เจรจาต่อรองกันได้ และสามารถบริหารจัดการปฏิกิริยาตอบสนองของแต่ละฝ่ายในทางสร้างสรรค์และด้วยความเคารพซึ่งกันและกันได้
ธอร์นตันย้ำว่า นัยดังกล่าวเป็นเครื่องป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ให้สัมพันธภาพระหว่างสองฝ่ายเสื่อมทรามลงแบบไร้ขีดจำกัด ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่สามารถระเบิดตูมตามขึ้นมาในอนาคต เธอชี้ว่าผู้นำทั้งสองยังแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่น เต็มอกเต็มใจที่จะเป็น “หุ้นส่วน” ของกันและกันต่อไปได้ ทั้งยังวางแผนที่จะพบกันอีก 2 ครั้งในปีหน้าที่จะมาถึง
หากมองย้อนกลับไปไม่ต้องนาน เพียงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยวาทกรรมเร่าร้อน ที่สะท้อนถึงนัยของความเป็นปฏิปักษ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายอเมริกัน อาจบางทีการยอมรับของธอร์นตันที่ว่า การเจรจาต่อรองซึ่งกันและกันย่อมเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ดีกว่าการข่มขู่คุกคามซึ่งกันและกันนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรยินดีให้การต้อนรับ
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ณ เวลานี้ยังคงตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ กระนั้น การพบหารือดังกล่าวก็ช่วยให้เป็นความย่ำแย่ที่หยุดนิ่ง ไม่เลวร้ายลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และช่วยให้เกิดความหวังขึ้นมาอยู่บ้าง ว่าอาจปรับตัวให้ดีขึ้นได้ในอนาคต โดยที่เศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นของสหรัฐอเมริกา ของจีน หรือของโลก จะไม่ตกเป็นเครื่องมือบริหารความสัมพันธ์นี้ต่อไปอีกแล้ว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568

