"เวียดนาม" ดาวเด่นเศรษฐกิจอาเซียน "เอสซีจี" ปักธงลงทุนบ้านหลังที่ 2
KEY POINTS :
* เอสซีจี ประกาศให้เวียดนามเป็นฐานการลงทุนหลักหรือ "บ้านหลังที่ 2" โดยทุ่มงบลงทุนไปแล้วกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด
* เวียดนามมีศักยภาพโดดเด่นจากเศรษฐกิจที่เติบโตสูง มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงและค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าไทย และมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 17 ฉบับที่เอื้อต่อการส่งออก
* การลงทุนที่สำคัญคือโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals (LSP) เพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดในประเทศและส่งออก โดยใช้กลยุทธ์ผสานจุดแข็งกับฐานการผลิตในไทย
"เวียดนาม" ถูกยกให้เป็นตลาดยุทธศาสตร์หลักของ SCG ด้วยศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องที่สุดในอาเซียนโดยในปี 2567 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 7.1% นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังตั้งเป้าหมายที่ท้าทายให้ GDP เติบโตถึง 10% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า และตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2030
นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ Country Director - Vietnam เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีและบริษัทในเครือ 28 แห่ง ได้ลงทุนในเวียดนามรวมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ครอบคลุมธุรกิจเคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ทั่วประเทศ โดยกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์เป็นการลงทุนในปิโตรเคมี ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการได้
อีกทั้งยังผสานจุดแข็งระหว่างไทยและเวียดนามเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และการบริหารโรงงานจากไทยสู่เวียดนาม
นอกจากนี้ เวียดนามมีข้อได้เปรียบ ทั้งเรื่องค่าแรงของเวียดนามยังต่ำกว่าไทยประมาณ 15-20% และค่าไฟฟ้าต่ำกว่าไทยถึง 30-35% นอกจากนี้ ตลาดภายในประเทศยังแข็งแกร่งด้วยประชากร 100 ล้านคน
โดยกว่า 70% อยู่ในวัยทำงาน ทำให้การบริโภคในประเทศเป็นส่วนสำคัญ คิดเป็น60% ของ GDP และรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานกว่า 200 โครงการ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างทั้งหมด เช่น ถนน และรถไฟความเร็วสูง

รวมถึงมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) รวม17 ฉบับกับกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออกเพื่อเพิ่มความได้เปรียบด้านภาษี เช่น การส่งออกเคมีภัณฑ์ไปยังยุโรปมีอัตราภาษี 0% เมื่อเทียบกับ 6.5% จากไทย
ทั้งนี้ เอสซีจีเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อผสานจุดแข็งของแต่ละประเทศในอาเซียน ทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว และเมียนมา เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและการตลาดซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความแข็งแกร่งของเอสซีจีและบริษัทในเครือ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายกุลเชฏฐ์ กล่าวว่า การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ ทำให้สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดร่วมกันระหว่าง Cracker ทั้ง 3 แห่ง (ROC–MOC–LSP) เพื่อให้ไทยมุ่งผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)
ขณะที่ Long Son Petrochemicals (LSP) คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของเวียดนาม จะมุ่งผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองตลาดขนาดใหญ่ในเวียดนามและส่งออกสู่ตลาดโลก
LSP กลับมาเดินเครื่อง-เข้มบริหารต้นทุน :
นายกุลเชฏฐ์ กล่าวว่า หลังจากที่โครงการ LSP ต้องชะลอการเดินเครื่องไปชั่วคราวจากสภาวะวัฏจักรปิโตรเคมีที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ปัจจุบัน LSP ได้กลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้งและเดินเครื่องด้วยอัตราการผลิตประมาณเดือนลแสนตันซึ่งคิดเป็นประมาณ 85-90% ของกำลังการผลิต ซึ่งการกลับมาเดินเครื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ได้ทำกำไรแต่ถือว่าขาดทุนน้อยกว่าตอนที่ไม่เดินเครื่อง
โดยคอมเพล็กซ์แห่งนี้เน้นความยืดหยุ่นของวัตถุดิบ (Flexible Feedstock) โดยใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบหลักระหว่างแนฟทา (Naphtha) และก๊าซโพรเพน (Propane) ได้ ในช่วงที่ราคาก๊าซโพรเพนปรับตัวลดลงกว่าแนฟทา โรงงาน LSP จึงสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบก๊าซโพรเพนเป็น 70% เพื่อบริหารต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายในระยะยาวของอุตสาหกรรม SCG ได้เดินหน้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงต้นทุนที่สำคัญโครงการ LSPEการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ด้วยเงินลงทุนราว500 ล้านดอลลาร์ โดยการทำสัญญานำเข้าก๊าซอีเทนจากสหรัฐ ซึ่งราคาผูกกับก๊าซ LNG จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้อย่างมีนัยยะสำคัญประมาณ 30%เพื่อให้ LSP สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
ปัจจุบันโครงการ LSPE ดำเนินการคืบหน้าไปแล้วประมาณ 20-25% โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างถังเก็บก๊าซอีเทนขนาดใหญ่ 2 ถัง ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานในช่วงปลายปี 2570
LSP เฟส 2 ชะลอลงทุน :
สำหรับแผนการลงทุนในโครงการ LSP เฟส 2 นั้น ขณะนี้ยังถูกพักไว้ก่อนเนื่องจากสถานการณ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ซบเซาและเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่า LSP จะยังมีพื้นที่เหลืออีกกว่าครึ่ง แต่แผนการใช้พื้นที่ในอนาคตจะไม่ใช่การทำโครงการในรูปแบบเดิม โดยจะมีการพิจารณาแผนใหม่ที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่และสอดคล้องกับตลาดในอนาคต
ประเมินภาษีสหรัฐผลกระทบจำกัด
นายกุลเชฏฐ์ กล่าวถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากรตอบโต้จากสหรัฐว่า ผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายในเครือ SCG เวียดนามยังไม่รุนแรง หรือยังไม่ชัดเจนมากนักโดยธุรกิจหลักของบริษัทในเครือที่เน้นการบริโภคในประเทศ เช่น ธุรกิจท่อพลาสติกของ BMP ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากประเด็นภาษีนำเข้าของทรัมป์ โดยในส่วนของ SCG เวียดนามเอง อาจมีสัดส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ที่ส่งออกไปสหรัฐบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดขายทั้งหมด
“ประเด็นเรื่องภาษีส่งออกไปยังสหรัฐไม่ได้กระทบกับต้นทุนของเอสซีจีเวียดนามมากนักเพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปสหรัฐจะเป็นการขายในเงื่อนไข Free on Board (FOB) ซึ่งหมายความว่าผู้นำเข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบ”
การขายในเงื่อนไข FOB หมายความว่า ภาษีนำเข้า ค่าเรือ และค่าจัดส่งในสหรัฐ จะถูกบริหารจัดการโดยผู้นำเข้าในสหรัฐทำให้ SCG ในฐานะผู้ส่งออก ณ ท่าเรือเวียดนาม ไม่ต้องแบกรับภาระภาษีส่วนนี้
นอกจากนี้ SCG ยังได้ประโยชน์จากนโยบายเกี่ยวกับ Transshipment ซึ่งหากนำเข้าวัตถุดิบต้นทางจากประเทศที่สาม และนำมาแปรรูปหรือแปรสภาพในเวียดนามเพียงเล็กน้อย ก่อนส่งออกไปขายในสหรัฐ จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 40% ดังนั้น LSP ซึ่งเป็นผู้ผลิตในประเทศจะช่วยให้ลูกค้าลดความเสี่ยงในการส่งออกอีกด้วย
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

