มาเลเซีย สั่งระงับขุดแรร์เอิร์ธ-เหมืองดีบุก หลังสอบพบต้นเหตุ ทำแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียสั่งระงับการดำเนินงานในแหล่งแร่หายากและเหมืองดีบุก 2 แห่ง ในรัฐเปรัก ทางตะวันตกของประเทศ หลังจากได้ทำการสอบสวนตามคำร้องเรียนว่าเป็นต้นตอที่ทำให้น้ำในแม่น้ำเปรัก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้า
นายโจฮารี อับดุล กานี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ แจ้งต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนว่า ได้เริ่มสอบสวนในเรื่องนี้หลังจากได้คำร้องเรียนเกี่ยวกับสีน้ำที่ผิดปกติในแม่น้ำเปรัก แม่น้ำสายหลักที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 บนคาบสมุทรมาเลเซีย
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ามีการปล่อยของเสียจากพื้นที่เหมืองแร่หายากซึ่งดำเนินการโดยบริษัท MCRE Resources และมีสีตรงกับสีน้ำในแม่น้ำที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ การตรวจวัดกัมมันตภาพรังสีในพื้นที่ยังพบค่าสูงถึง 13 เบ็กเคอเรล ซึ่งสูงกว่าระดับที่จำกัด 1 เบ็กเคอเรลตามที่อนุญาตไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของโครงการดังกล่าว
รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯกล่าวอีกว่า การสอบสวนในขณะนี้มุ่งไปที่ชนิดของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการทำเหมืองแร่และดูว่าสอดคล้องกับข้อมูลที่มีการรายงานไปยังเจ้าหน้าที่หรือไม่
วันเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรฯ ออกแถลงการณ์แยกระบุว่า ได้สั่งระงับการดำเนินงานของ MCRE Resources เช่นเดียวกับบริษัทเหมืองแร่ดีบุกอีก 2 แห่ง หลังตรวจสอบพบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำเสีย การควบคุมการกัดเซาะและตะกอน และการจัดการสารเคมี
บริษัท MCRE Resources ยังไม่ได้ออกมาตอบสนองต่อการขอความเห็นไปในเรื่องนี้
จากข้อมูลบนเว็บไซต์ทางการของ MCRE Resources ระบุว่า MCRE ดำเนินโครงการเหมืองแร่หายากแห่งแรกของมาเลเซีย โดยใช้กรรมวิธีที่เรียกว่า การชะล้างแบบ in-situ leaching ร่วมกับเทคโนโลยีที่ได้รับจากบริษัทแร่แรร์เอิร์ธของจีน
ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งมีแหล่งแร่ธาตุหายากประมาณ 16 ล้านตัน พยายามแสวงหาประโยชน์จากความต้องการแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่มาเลเซียยังขาดความรู้ทางเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูป อย่างไรก็ดี มาเลเซียยังอยู่ในการเจรจากับจีน ซึ่งเป็นผู้นำการทำเหมืองและแปรรูปแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลก และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้ลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาแรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

