"รัฐบาล" อัดแผนเศรษฐกิจก่อนยุบสภา หั่นค่าครองชีพเพิ่ม-ปลดล็อคลงทุน
KEY POINTS :
* รัฐบาลเตรียมผลักดัน 12 โครงการสำคัญตามแผน Quick Big Win ก่อนยุบสภา ครอบคลุมโครงการคนละครึ่งเฟส 2, การแก้หนี้ SME, สลากเพื่อการออม และบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น (TISA)
* คมนาคมเสนอมาตรการลดค่าครองชีพด้านการเดินทาง โดยจะทำโครงการ “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” สำหรับสายสีแดงและสีม่วง และศึกษาแนวทางลดค่าทางด่วนในเมืองเหลือไม่เกิน 50 บาท
* พลังงานเดินหน้าตรึงราคาพลังงานเพื่อลดภาระค่าครองชีพ โดยจะคุมราคาดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร, ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) และคุมค่าไฟฟ้าไม่ให้เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวด ม.ค.-เม.ย. 2569
* อุตสาหกรรมเตรียมมาตรการดูแลชาวไร่อ้อยที่ได้รับผลกระทบจากราคาตกต่ำ และกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก
* พาณิชย์เร่งจัดมหกรรมธงฟ้าทั่วประเทศเพื่อลดราคาสินค้า และร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนในการเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์เพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาล
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นับถอยหลังสู่การยุบสภา โดยส่งสัญญาอาจมีการยุบสภาในกรณีพรรคฝ่ายยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติเดือน ธ.ค.2568 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีหลักคิดนโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะคำนึงถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว และกระจายไปทุกพื้นที่มุ่งเน้น “Quick Big Win”
ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ประชุมทุกวันจันทร์เพื่อเตรียมประเด็นเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการเชื่อมั่นว่าทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวและพ้นจากการติดหล่ม รวมถึงขยายตัวได้มากกว่าเดิม ซึ่งกรณีไม่มีมาตรการเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ 0.3%
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีคืน การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล และโครงการตามสวัสดิการต่าง ๆ การฟื้นตัวที่ยั่งยืนจะต้องเน้นที่การลงทุนเพื่ออนาคต
ขณะที่จุดสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ต้องเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน โดยปี 2569 รัฐบาลจะผลักดันเป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนคน รีสกิล อัพสกิล เพื่อเป็นการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ และผลักดันลงทุนโครงการใหญ่ทั้งพลังงานสะอาด ออโตเมชั่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
รวมทั้งการอัพเกรดการลงทุน เช่น ดาต้าเซนเตอร์ที่ต้องการการลงทุนใหม่ และใช้นวัตกรรมทางการเงินทั้งการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 24 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเสนอโครงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อนอนาคต ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่
1)โครงการ Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อกโครงการขนาดใหญ่ที่พร้อมลงทุน โดยมีโครงการพร้อมลงทุนปี 2569 กว่า 60 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งยื่นคำขอและได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ติดกฎระเบียบ และเมื่ออนุมัติแล้วรัฐบาลจะใช้มติ ครม.ปลดล็อกการลงทุนให้เร็วขึ้น
2)โครงการช่วย SME ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท อุดหนุนการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน การลดต้นทุน การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเปลี่ยนสู่โลกยุคใหม่
3)โครงการรีสกิล/อัพสกิลแรงงาน เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เน้นการพัฒนาทักษะให้บุคลากร 100,000 คน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า กรอบเวลาโครงการที่จะเสนอ ครม.ครม.เศรษฐกิจ และ ครม.ช่วงที่เหลือก่อนยุบสภามี 12 โครงการสำคัญตามแผน Quick Big Win ครอบคลุมการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม 65 ล้านคน แบ่งประชาชนเป็น 3 กลุ่มหลักตามระดับรายได้ ประกอบด้วย กลุ่มรายได้น้อย กลุ่มรายได้ปานกลาง และกลุ่มรายได้สูง ประกอบด้วย
1.โครงการคนละครึ่งเฟส 2 และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ โดยจะเสนอ ครม.อนุมัติ เดือน ธ.ค.2568 และจะลงทะเบียนรอบใหม่เดือน ม.ค.2569
2.โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย โดยมีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้งาน AI (แพคเกจสูงสุด) ฟรี 1 ปี ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เศรษฐกิจแล้ว และรอเสนอ ครม.
3.มาตรการส่งเสริมและแก้หนี้สิน SME โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.2568
4.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การดูแลชาวไร่อ้อย
5.มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการพลังงาน
6.มาตรการการคลังเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ
7.มาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
8.โครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอ ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายเดือน พ.ย.2568
9.สลากเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังร่างแผนและจะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกเดือน ธ.ค.2568
10.พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลังหารือและร่างแผนเพื่อเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568
11.โครงการ Thailand Individual Account (TISA) หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.2568
12.การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อติดตามผลเชิงนโยบายของรัฐบาลครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจ โดยได้สร้าง Analytics Dashboardแล้ว จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบเป็นระยะ
“คมนาคม”หั่นค่ารถไฟฟ้า-ทางด่วน :
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลดค่าครองชีพจะเป็นแพ็คเกจ โดยนำร่องเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ครม.อนุมัติขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในส่วนสายสีแดงและสายสีม่วงถึง 30 พ.ย.2568
นอกจากนี้ จะมีโครงการ “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” ช่วงแรกเริ่มที่สายสีแดงและสีม่วง จะเสนอ ครม.วันที่ 25 พ.ย.2568 เพื่อลดค่ารถไฟฟ้าหลังมาตรการ 20 บาท สิ้นสุด โดยจะดำเนินมาตรการนี้ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึง 30 พ.ย.2569
ส่วนรถไฟฟ้าทุกสายราคาเดียวกัน 40 บาทตลอดวัน มอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งศึกษาแนวทางศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ให้ทุกสายอยู่ภายใต้การบริหารจัดการองค์กรเดียวเพื่อทำค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายรายวันได้
ส่วนค่าทางด่วนได้หารือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานทางพิเศษ เพื่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เพื่อสร้างโครงการ Double Deck งามวงศ์วาน-พระราม 9 และลดค่าทางด่วนในเมืองเหลือไม่เกิน 50 บาท (จากเดิม 90 บาท) จะลงนามสัญญาเดือน ธ.ค.2568
รวมทั้งปลัดกระทรวงคมนาคมเร่งศึกษาแนวทางค่าทางด่วนทุกเส้นทางอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง จะประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ในสิ้นปี 2568

ตรึงราคาพลังงาน “ดีเซล-LPG-ค่าไฟ” :
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภารกิจช่วง 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win ต้องเดินหน้าเร็วทั้งการดูแลค่าครองชีพประชาชนและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงราคาก๊าซ LPG ครัวเรือนที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. ขณะที่ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดหลักการไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วย เท่างวดปัจจุบันเพื่อคุมค่าครองชีพช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง
นอกจากนี้ ในเดือน ธ.ค.2568 จะเร่งสรุปการออกหลักเกณฑ์โครงการเร่งด่วนด้านพลังงาน อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เดินหน้าเต็มสูบ กำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ จำกัดจุดละไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ พร้อมกำหนดให้เอกชนรายหนึ่งติดตั้งได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์เพื่อกระจายโอกาสให้ทั่วถึง โดยออกหลักเกณฑ์ได้ภายในเดือน ธ.ค.2568 จะทำให้ชุมชนจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดค่าไฟ
รวมถึงโครงการโซลาร์หลังคาครัวเรือน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท ผ่านมาตรการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน ได้รับอนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างกรมสรรพากรเตรียมประกาศใช้ โดยคาดว่าจะชัดเจนเดือน ธ.ค.2568 จะช่วยเร่งให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดพร้อมได้สิทธิประโยชน์ภาษี
"ราคาอ้อยตก-ต้นทุนพุ่ง” รัฐจ่ออุ้มชาวไร่ :
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมแนวทางการดูแลราคาอ้ยฤดูกาลผลิต 2568/69 ที่จะเริ่มหีบอ้อยในวันที่ 1 ธ.ค.2568 โดยมีแนวโน้มที่ราคาอ้อยขั้นต้นจะลดเหลือเพียงตันละ 900 บาท ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยตันละ 1,358 บาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะหาทางเพิ่มค่าอ้อยอีกประมาณตันละ 400 บาท ให้สอดคล้องกับต้นทุน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีสั่งระงับการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน กก.ละ 3 บาท ซึ่งเดิมกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อเติมรายได้เข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70:30 แต่เมื่อการขึ้นราคาน้ำตาลทำไม่ได้จึงต้องหาวิธีการอื่น
โดยที่ผ่านมาเคยใช้แนวทางผ่านกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเข้ามาดูแล
รวมทั้งจะมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ครอบคลุมทั้งมาตรการทางการเงินและแรงจูงใจ ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำปี 2568 - 2570 วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการแหล่งน้ำและจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร
“พาณิชย์”คุมค่าครองชีพ-ดูแลสินค้าเกษตร :
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งมาตรการ“กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว” โดย เร่งจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ รวมถึงจัดธงเขียวลดราคา ปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรช่วยเหลือเกษตรกร
ทั้งนี้ ร่วมมือสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน คาดว่าประหยัดค่าใช้จ่าย 32,400 ล้านบาทต่อปี และดูต้นทุนสินค้าเวชภัณฑ์ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ ช่วยประหยัด 1,100 ล้านบาท
รวมทั้งมีการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) อนุมัติมาตรการมาแล้วและเตรียมเสนอ ครม. เช่น โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเก็บในยุ้งฉาง 1-5 เดือน ตั้งเป้าปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยเกษตรกรที่มียุ้งฉางจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน
นอกจากนี้ มีโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เพื่อดูดซับซัพพลายในตลาด
ขณะที่มาตรการดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2568/69 กำหนดราคารับซื้อข้าวโพดสดราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวโพดแห้งหน้าโรงงาน 9.80 บาทต่อกิโลกรัม และควบคุมการนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผา
จ่อชงทัวร์ไทยคนละครึ่ง-แจกตั๋วบินฟรี :
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานำงบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 โดยคาดมีงบเหลือราว 500 ล้านบาท จากงบประมาณที่ ครม. อนุมัติวงเงิน 1,750 ล้านบาท
สำหรับนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวระยะสั้นได้หารือภาคเอกชน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแก่สายการบิน โรงแรมและอื่นๆ และทำให้ธุรกิจจัดโปรโมชันแก่นักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันปี 2569
รวมถึงทำโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ เส้นทางในประเทศฟรี แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินราคาปกติเข้าไทย จำนวน 200,000 คน ก็ผลักดันให้ ครม.พิจารณาด้วยเช่นกัน
พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ล่าสุด กพท. ได้ยื่นหนังสือไปถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อนำไปหารือกับกระทรวงการคลัง ขอให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน และทำให้สามารถลดค่าบัตรโดยสารภายในประเทศลงได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568

