ไนจีเรียปรับเกณฑ์ภาษีนำเข้าเชื้อเพลิง เสริมกำลังกลั่นในประเทศ
รัฐบาลไนจีเรียอนุมัติการจัดเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 15 สำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยคิดจากมูลค่า Cost Insurance and Freight ตามข้อเสนอของสำนักงานสรรพากรกลาง เป้าหมายคือทำให้ต้นทุนนำเข้าเชื่อมโยงกับตลาดในประเทศ ส่งเสริมการใช้เงินไนร่า และคุ้มครองโรงกลั่นภายในประเทศ แต่มาตรการนี้อาจทำให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มราว 1 ล้านล้านไนร่าต่อปี เนื่องจากภาษีที่เพิ่มขึ้นประมาณ 99.72 ไนร่าต่อลิตรและจะทำให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงสูงขึ้น การจัดเก็บภาษีนี้จะเริ่มมีผลหลังวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568
รัฐบาลยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่มาตรการหารายได้ แต่เป็นการแก้ไขโครงสร้างตลาด โดยตั้งใจผลักดันให้ธุรกรรมพลังงานใช้สกุลเงินไนร่า ช่วยเสริมศักยภาพของโรงกลั่นในประเทศ และทำให้ระบบจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาษีร้อยละ 15 จะผลักต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าให้เพิ่มขึ้นอีก 150 ถึง 175 ไนร่าต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกอาจแตะ 970 ไนร่าต่อลิตรหรือสูงกว่านั้น ซึ่งจะกระทบต้นทุนขนส่ง ค่าโดยสารอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ถึง 30 และราคาสินค้าจำเป็นจะปรับขึ้นตาม ภาวะเงินเฟ้อของประเทศอาจยิ่งรุนแรงขึ้น

หลายฝ่ายวิจารณ์ว่านโยบายนี้อาจเอื้อประโยชน์ต่อโรงกลั่น Dangote ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แม้จะเริ่มเดินเครื่องผลิตแล้ว แต่ยังผลิตได้เพียง 22 ล้านลิตรต่อวัน ต่ำกว่าความต้องการที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเชื้อเพลิงนำเข้าต้องเสียภาษีร้อยละ 15 ทำให้ Dangote ได้เปรียบทั้งที่ต้นทุนการผลิตในประเทศยังสูงกว่าการนำเข้า
โดยราคาต้นทุนของ Dangote อยู่ที่ 929.72 ไนร่าต่อลิตร ขณะที่เชื้อเพลิงนำเข้ามีต้นทุนเพียง 802.44 ไนร่าต่อลิตร ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นักวิจารณ์มองว่า ภาษีนี้กลายเป็นภาระแก่ประชาชนเพื่อปกป้องผู้ผลิตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
เพื่อให้ตลาดเป็นธรรม นักวิเคราะห์เสนอให้เปิดทางให้ผู้กลั่น ผู้นำเข้า และผู้ค้ารายอื่นเข้ามาแข่งขัน เพิ่มความโปร่งใสของตลาด และใช้มาตรการภาษีอย่างเป็นขั้นตอน โดยควรพิจารณาใช้ภาษีก็ต่อเมื่อกำลังการผลิตในประเทศมีมากพอที่จะรองรับความต้องการภายในได้อย่างแท้จริง
หากรีบปรับใช้ภาษีนำเข้าร้อยละ 15 อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมหภาคผ่านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความยุติธรรมของรัฐบาล นักวิเคราะห์เตือนว่า มาตรการนี้ส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมต่อนักลงทุนว่า รัฐบาลอาจเลือกปกป้องผู้เล่นรายใหญ่เพียงรายเดียว แทนที่จะส่งเสริมการแข่งขันที่โปร่งใสและคงไว้ซึ่งกำลังซื้อของประชาชนทั้งประเทศ (ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา, เรียบเรียงโดย : ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568

