G20 เดือด! แอฟริกาใต้จับมือพันธมิตรออกแถลงการณ์ ชนสหรัฐฯ คว่ำบาตรประชุม
KEY POINTS :
* แอฟริกาใต้ในฐานะเจ้าภาพ G20 ผลักดันให้ที่ประชุมออกแถลงการณ์ร่วมได้สำเร็จ แม้สหรัฐอเมริกาจะคว่ำบาตรและคัดค้านอย่างหนัก
* เนื้อหาในแถลงการณ์ร่วมมีประเด็นที่ขัดแย้งกับท่าทีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน และปัญหาหนี้สินของประเทศยากจน
* สหรัฐฯ กล่าวหาว่าแอฟริกาใต้ใช้ตำแหน่งประธาน G20 เป็นเครื่องมือทางการเมือง หลังจากที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแถลงการณ์
* ความขัดแย้งบานปลายไปถึงประเด็นพิธีการทางการทูต เมื่อแอฟริกาใต้ปฏิเสธผู้แทนที่สหรัฐฯ ส่งมารับมอบตำแหน่งประธาน G20 โดยมองว่าเป็นการละเมิดมารยาท
การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ปิดฉากลงท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อบรรดาผู้นำสามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้สำเร็จ แม้สหรัฐอเมริกาจะคว่ำบาตรและคัดค้านอย่างหนักจนทำให้ทำเนียบขาวกล่าวหาว่าแอฟริกาใต้ “ทำให้ตำแหน่งประธาน G20 กลายเป็นอาวุธทางการเมือง” ในปีที่สหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมร่างข้อความแม้แต่น้อย
โฆษกประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ระบุชัดว่าเอกสารดังกล่าว “ไม่สามารถเจรจาใหม่ได้” หลังตลอดทั้งปีมีการทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดฉันทามติ แม้จะปราศจากการมีส่วนร่วมจากสหรัฐฯ ซึ่งผู้บริหารภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยกล่าวอ้างว่ารัฐบาลผิวสีของแอฟริกาใต้มีพฤติกรรมกดขี่ชาวผิวขาว แม้ข้อกล่าวหานั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก็ตาม
การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ปิดฉากลงท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อบรรดาผู้นำสามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้สำเร็จ แม้สหรัฐอเมริกาจะคว่ำบาตรและคัดค้านอย่างหนักจนทำให้ทำเนียบขาวกล่าวหาว่าแอฟริกาใต้ “ทำให้ตำแหน่งประธาน G20 กลายเป็นอาวุธทางการเมือง” ในปีที่สหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมร่างข้อความแม้แต่น้อย
โฆษกประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ระบุชัดว่าเอกสารดังกล่าว “ไม่สามารถเจรจาใหม่ได้” หลังตลอดทั้งปีมีการทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดฉันทามติ แม้จะปราศจากการมีส่วนร่วมจากสหรัฐฯ ซึ่งผู้บริหารภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยกล่าวอ้างว่ารัฐบาลผิวสีของแอฟริกาใต้มีพฤติกรรมกดขี่ชาวผิวขาว แม้ข้อกล่าวหานั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก็ตาม
นอกจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-แอฟริกาใต้แล้ว เวทียังสะท้อนความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์รอบด้าน ทั้งประเด็นสงครามยูเครน การเจรจาสภาพภูมิอากาศที่ยังตึงเครียดในเวที COP30 ที่บราซิล และท่าทีระแวงต่อกันของมหาอำนาจ เช่น คำเตือนจากนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเยน แห่งสหภาพยุโรป เรื่อง “การใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงจีน ขณะที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน เรียกร้องให้ G20 กลับสู่ “เส้นทางของเอกภาพและความร่วมมือ”
ความตึงเครียดปิดท้ายด้วยข้อขัดแย้งเชิงพิธีการ เมื่อสหรัฐฯ เสนอส่งผู้รักษาการแทนเอกอัครราชทูตมารับไม้ต่อประธาน G20 ในปีหน้า แต่ถูกแอฟริกาใต้ปฏิเสธทันที โดยระบุว่า “เป็นการละเมิดมารยาททางการทูต” ก่อนประกาศว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับเดียวกันไปทำหน้าที่ส่งมอบตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศแทน
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

