ไทยเผชิญวิกฤติภูมิอากาศ เสนอตั้งหน่วยงานเฉพาะ "บริหารภัยพิบัติ"
KEY POINTS :
* ภาคเอกชนชี้ปัญหาน้ำท่วมสงขลาสะท้อนระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของรัฐที่ซับซ้อน ขาดเอกภาพในการสั่งการ ทำให้การรับมือวิกฤตล่าช้าและเกิดความสับสน
* นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลตั้ง "หน่วยงานเฉพาะ" เพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติและการเตือนภัยในภาพรวมทั้งประเทศ แทนการให้แต่ละจังหวัดจัดการกันเอง เพื่อรับมือภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น
* ธนาคารโลกเตือนว่าไทยต้องยกระดับการจัดการน้ำท่วมเป็นวาระเร่งด่วน เพราะหากไม่แก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 7-14% ของ GDP ภายในปี 2593
* เรียกร้องให้มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งการมอบอำนาจสั่งการในภาวะฉุกเฉิน การวางผังเมือง และปรับปรุงแผนบริหารจัดการน้ำให้ทันสมัย เพื่อให้การบริหารภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและชีวิตประชาชน โดยการรับมือสถานการณ์ของรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.2568 ซึ่งได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการ ศป.กฉ.ส่วนหน้า
ต่อมาวันที่ 24 พ.ย.2568 นายกรัฐมนตรี ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 โดยให้สงขลาเป็นพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เร่งบูรณาการทุกกลไกช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ทั้งนี้ กำหนดให้ตั้งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ขึ้นที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นศูนย์กลางอำนวยการ และรับผิดชอบ บังคับบัญชา อำนวยการ วินิจฉัย สั่งการ ควบคุม และประสานความร่วมมือในพื้นที่ประสบภัย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนตั้งข้อสังเกตปัญหาการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐในภาวะวิกฤติน้ำท่วมสงขลา ซึ่งทำให้เห็นระบบราชการที่ซัทับซ้อนและทำให้การสั่งการไม่เป็นเอกภาพ
ทั้งนี้ หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและปรับระบบบริหารจัดการน้ำ ประเทศมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญน้ำท่วมรุนแรงซ้ำอีก เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติ
ขณะที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินและคำสั่งจากหลายศูนย์บัญชาการทำให้ผู้อยู่ภาคสนามเกิดความสับสน และความรวดเร็วในการตอบสนองลดลง ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างการมอบอำนาจและกลไกการสั่งการในภาวะภัยพิบัติ เพื่อให้การระดมทรัพยากรและการตัดสินใจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายเกรียงไกร กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิดหาแนวทางป้องกันและบริหารจัดการที่ชัดเจน ทั้งในระดับการวางแผนผังเมือง ระบบสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การฝึกซ้อมเพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และการปรับโครงสร้างการมอบอำนาจ เพื่อให้การบริหารภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เสนอตั้งหน่วยงานเฉพาะบริหารภัยพิบัติ :
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ เชื่อว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเดิมเหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้นในในรอบ 30-50 ปี แต่ปัจจุบันไม่ไช่แล้ว จากปัญหาภาวะโลกร้อน โลกสุดขั้ว
ดังนั้นรัฐบาลควรตั้งหน่วยงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติและการเตือนภัย โดยไม่ควรให้แต่ละจังหวัดจัดการกันเอง แต่ควรวางระบบจัดการภัยพิบัติรวมทั้งประเทศ โดยต้องมีมาตรการและแผนรับมือที่ชัดเจนกรณีเกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงเหมือน อ.หาดใหญ่
นอกจากนี้ต้องนำบทเรียนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาพิจารณาประกอบทำแผนบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดูตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีภัยพิบัติบ่อยมาก แต่รับมือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องทำแผนบริหารน้ำใหม่ให้ทันสมัย รับมือกับมวลน้ำขนาดใหญ่หรือฝนตกหนัก ซึ่งแผนที่มีอาจไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน โดยน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดีเพราะเมืองขยายใหญ่ และแผนการรับน้ำเดิมที่ทำไว้จึงไม่สามารถแก้ไขได้
ธนาคารโลกชี้ภัยพิบัติฉุดเศรษฐกิจไทย :
นางสาวเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและประเทศเมียนมา กล่าวในหัวข้อ “From Risk to Resillence: World Bank's Vision for Thailand and ASEAN” ในงาน Spotlight Day 2025 “New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่าไทยต้องให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมและความมั่นคงทางน้ำจริงจัง เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศรุนแรงขึ้นหากไม่แก้ไขจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาล
ธนาคารโลก เปิดตัวรายงาน “Country Climate and Development Report (CCDR) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวสำหรับไทยรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหากไทยไม่จัดการผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดความสูญเสีย 7-14% ของ GDP ภายในปี 2593
“หากไทยต้องการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและต้องการเห็นการเติบโตที่ยั่งยืนในการแแก้ปัญหาการจัดการน้ำ โดยเฉพาะน้ำท่วมต้องยกระดับเป็นปัญหาเร่งด่วนและให้ความสำคัญ” นางสาวเมลินดา กล่าว
นอกจากนี้การละเลยปัญหาการบริหารจัดการน้ำจะกระทบห่วงโซ่อุปทานเผชิญการหยุดชะงักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลิตภาพการเกษตรอ่อนแอลง และนักธุรกิจลังเลเข้ามาลงทุนหากทรัพย์สินที่ลงทุนไม่ได้รับการป้องกัน
“สิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงการย้ำเตือนถึงความเร่งด่วน และถึงเวลาที่ต้องลงมือทำและแก้ปัญหาเดี๋ยวนี้”
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 1 ธันวาคม 2568

