หอค้าไทย หั่นจีดีพี เหลือ 1.9% หลังเจอพิษน้ำท่วมใต้ ชี้ปี69 สัญญาณแย่สูงกว่าดี
ม.หอค้าไทย หั่นจีดีพี พิษท่วมใต้กดปีนี้เหลือ1.9% ชี้ ปี69 สัญญาณแย่สูงกว่าดี คาดโตแค่1.6% รอลุ้นครม.ใหม่กระตุ้นใช้จ่าย
วันที่ 2 ธันวาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และทิศทางปี 2569 ว่า ทางศูนย์พยากรณ์ฯ ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีปี 2568 จากประเมินไว้ครั้งก่อนเดือนตุลาคม คาดจีดีพีขยายตัว 2% เหลือ 1.9% เนื่องจากไทยเจอปัจจัยลบเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ เพียงเดือนแรกเสียหายต่อเศรษฐกิจ 4 หมื่นล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้จาก 33 ล้านคน เหลือ 32.8 ล้านคน หรือหดตัว 8.4% กระทบรายได้ภาคท่องเที่ยวจาก 1.55 ล้านล้านบาท เหลือ 1.5 ล้านล้านบาท ภาคการผลิตหดตัว 1.6% สินค้าคงคลังลดลงมากจากเร่งส่งออก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจปีนี้ คือ การส่งออกขยายตัว 11.1% สูงกว่าคาดการณ์ไว้ 6.1% การลงทุนภาครัฐเพิ่มเป็น 6.4%จากเดิม 6% การลงทุนภาคเอกชน เพิ่มเป็น1.5% จาก 1.1% อุปโภคบริโภคภาครัฐเหลือ 0.6% จากเดิม 1.3% ขณะนี้อุปโภคบริโภคภาคเอกชน ได้เป้าเดิมเพิ่ม 2.8% เนื่องจากได้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ ผ่านคนละครึ่งพลัสและ เที่ยวดีมีคืน
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 นั้น สัญญาณเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบย่อตัว และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% อีกปี เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าปัจจัยหนุน โดยปัจจัยที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่
(1)สงครามการค้าโลก ที่ยังยืดเยื้อและรุนแรงกว่าปีก่อนหน้า และความชัดเจนอัตราภาษีนำเข้า 19% ที่สหรัฐเก็บจากสินค้าไทย ความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content (สัดส่วนวัตถุดิบเพื่อการผลิตในประเทศ) ไม่สำเร็จ รวมถึงฐานมูลค่าการส่งออกปี2568 สูงจากประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้าหลีกภาษีทรัมป์ ซึ่งจะส่งผลตรงต่อการส่งออกต่ำเหลือ 0% ถึงติดลบ 0.1% หรือมีมูลค่าเฉลี่ยต่อเดือน 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้ขยายตัวเกิน 11%
(2)ความตึงเครียดชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งการปิดด่านกระทบต่อการค้ารวมชายแดนเดือนละ 1.1 หมื่นล้านบาท หากปิดทั้งปีจะสูญเงิน 1.4 แสนล้านบาท หากรวมขนส่งทางน้ำและทางอากาศเจอปัญหาจะเสียหายต่อปีถึง3.24 แสนล้านบาท
(3)สถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาการประกาศยุบสภา การจัดเลือกตั้ง และการตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ หากยุบสภาพตามกำหนดหรือภายในมกราคม 2569 สุญญากาศก็ใช้เวลาไม่นานนัก รัฐบาลใหม่จะเริ่มงานได้พฤษภาคม 2569 ก็จะมีผลต่อเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐปี 2567 ล่าช้าประมาณ 3 เดือน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆจะออกกลางปีเป็นต้นไป ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาแรงกระตุ้นจากภาครัฐ
(4)สถานการณ์หนี้ครัวเรือนและภาวะสินเชื่อตึงตัว ที่ขณะนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงอยู่ที่ 86.3% จึงกดดันให้สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและการเข้าถึงสินเชื่อต่ำ เป็นประเด็นที่รัฐบาลต่อเรื่องแก้ไข แม้ในปีหน้ามีโอกาสจะลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง แต่ก็ยังติดในเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า และ การฟื้นความเชื่อมั่น เพื่อให้การใช้จ่าย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างคนละครึ่งพลัส เฟสสองเฟสสามถึงกลางปี 2569
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนปี 2569 ยังต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวจากปี 2568 โดยคาดมีจำนวนมีนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน สร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท รวมถึงการอุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน ขยายตัว 2% งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% จากรัฐเร่งลงทุนตามแผนอย่างต่ำ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อานิสงส์สภาพอากาศน่าจะมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ ส่งผลต่อภาคผลิตการเกษตร
” จากปัจจัยต่างๆ คาดจะมีโอกาสเกิดขึ้น 55% และดันเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวได้ 1.6% หากรวมกับเงินสะพัดจากการเลือกตั้ เบื้องต้น คาดจะมีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 5-6 หมื่นล้านบาท จะดันจีดีพี 0.2-0.3% และผลักดันจีดีพีทั้งปีเกิน1.7% ” นายธนวรรธน์ กล่าว
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 2 ธันวาคม 2568

