"ศุภจี" ชูยุทธศาสตร์ "3 สร้าง-4 นโยบาย" ฝ่าคลื่นภูมิรัฐศาสตร์โลก
พลิกวิกฤติเป็นโอกาส "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ชูยุทธศาสตร์ "3 สร้าง-4 นโยบาย"ชู "Team Thailand" วางตัวเป็นมิตร-เป็นกลาง ดึง FDI เตรียมลุยตลาดใหม่ EU-ซาอุดีอาระเบีย-อินเดีย เร่งสร้างสมดุลฝ่าภูมิรัฐศาสตร์โลก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ "Trade amid Geopolitics พลิกเกมการค้าไทย ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์โลก ภายในงาน “Go Thailand 2026 : Beyond Survival” จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความท้าทาย และโอกาสของการค้าไทยในบริบทโลกใหม่ที่ซับซ้อน พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัว และการใช้กลยุทธ์เชิงรุก และเชิงรับเพื่อก้าวผ่านภาวะ "Go Thailand: Beyond Survival"
ทั้งนี้ การค้าและการต่างประเทศควรพิจารณาควบคู่กันไป เนื่องจากโลกปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะตลาดภายในประเทศได้ แต่ต้องพิจารณาบริบทโลกในการเจรจาการค้าด้วยเช่นกัน
นางศุภจี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับสภาวะสำคัญ 4 ประการ (อยู่ในกลุ่มตัว D) ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการค้าขาย คือ
(1)Deglobalization (โลกาภิวัตน์แบบถอย) หลังเหตุการณ์โควิด และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศหันกลับมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบอุปสงค์อุปทานแบบโลกาภิวัตน์ในอดีตอาจทำให้เกิดความสูญเสียในการอยู่รอด
(2)Decarbonization (การลดการปล่อยคาร์บอน) เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป และตะวันตกจะมีนโยบายกำหนดให้การทำมาค้าขายต้องสามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้ว่ากระบวนการผลิต การแปรรูป และการขนส่ง ไม่สร้างภาวะโลกร้อน หากไทยไม่ปรับตัว ก็จะไม่สามารถทำการค้ากับประเทศเหล่านั้นได้
(3)Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) ทั้งดิจิทัล และ AI สร้างโอกาสที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อน แต่ก็เป็นความท้าทาย หากไม่สามารถใช้ขีดความสามารถดิจิทัลได้ทัน การค้าขายต้องเปิดกว้างในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพื่อให้เกิดความแม่นยำ และเป็นระบบมากขึ้น
(4)Demographics (โครงสร้างประชากร) ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตแล้วมีจำนวนประชากรลดลง ประเทศไทยมีประชากรลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี และเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งอัตราการเกิดถูกแซงด้วยอัตราการตาย ทำให้พลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ (domestic consumption) ลดลง
ท่ามกลางกระแสความท้าทายเหล่านี้ ยังมีโอกาสที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเฉพาะการวางตัวในโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World) แม้สหรัฐ และจีนยังคงเป็นผู้ค้ารายใหญ่ (สหรัฐ เป็นประเทศที่มีนัยสำคัญต่อ GDP สูงมาก ขณะที่จีนเป็นผู้ค้าอันดับ 1 ในแง่การนำเข้าและส่งออก) แต่การที่โลกมีหลายขั้วอำนาจนี้เป็นโอกาสของไทย
"ไทยได้เปรียบเนื่องจากถูกมองว่าเป็นประเทศที่ "ไม่ก่อให้เกิดภัย" และสามารถเจรจาการค้ากับทุกฝ่ายได้ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ต้องการเบี่ยงตัวออกจากความพึ่งพาจีน หรือสหรัฐ มากเกินไป และหันมาเจรจาทวิภาคีกับไทยมากขึ้น"
โดยผลจากการวางตัวที่เหมาะสม ทำให้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.- ส.ค.2568) ประเทศไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนใบสมัครของลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 30% และในเชิงมูลค่าสูงขึ้นกว่า 90%
นอกจากนี้ การค้าในโลกใหม่กำลังเข้าสู่ยุค Friend-shoring คือ การพึ่งพาเพื่อนที่เชื่อใจ แทนการพึ่งพาโลกาภิวัตน์แบบเดิม ซึ่งไทยต้องทำตัวให้เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ควรใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Trade Protection) ทั้งด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องผู้ประกอบการ และเกษตรกรภายในประเทศด้วย
สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการพลิกเกมการค้า โดย
1)เปลี่ยนแนวคิดจากการเป็น "คู่ค้า" มาเป็น "พันธมิตร" ที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยเปลี่ยนมุมมองการขาดดุล (Deficit to Surplus) เช่น กรณีการค้ากับอินเดีย (ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า) กระทรวงพาณิชย์ได้เปลี่ยนการเจรจาโดยชี้ให้เห็นว่าสินค้าส่งออกของไทย (เช่น ผลิตภัณฑ์เคมี, สินค้าระดับกลาง) คือ วัตถุดิบที่อินเดียสามารถนำไปต่อยอด และขายสินค้าให้ประเทศที่สาม สี่ ห้า ได้ การขาดดุลการค้าจึงกลายเป็น "ส่วนเกิน" (Surplus) ของอินเดียเมื่อมองในห่วงโซ่อุปสงค์ที่สมบูรณ์
2)รวมพลังอาเซียน การค้าขายภายในอาเซียนยังอยู่แค่ 20% หากค้าขายกันเองมากขึ้น จะช่วยลดค่าขนส่ง และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีอยู่แล้ว ตลาดอาเซียนมีประชากรกว่า 700 ล้านคน (ใหญ่กว่าไทย 10 กว่าเท่า) ซึ่งการรวมกลุ่มจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อรองกับนานาประเทศ
3)ใช้ที่ตั้งให้เป็นศูนย์กลาง ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การคมนาคมจากเหนือลงใต้ หรือขวาไปซ้ายต้องผ่านไทย หากใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Hub) และเป็นสะพานเชื่อมเอเชีย (Asian Power) จะช่วยให้ไทยอยู่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงได้
4)ผนึกกำลัง “ทีมไทยแลนด์” (Team Thailand) ภาครัฐ (ทุกกระทรวง) ต้องร่วมมือกันและพูดในทิศทางเดียวกันเพื่อนำเสนอสิ่งที่ประเทศไทยมีดี นอกจากภาครัฐแล้ว ต้องรวมภาคเอกชน เช่น กกร., ตลาดหลักทรัพย์, สมาคมธนาคารไทย, และภาคเกษตรกรรม เข้ามาเป็นทีมเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์โดยรวมของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดบทบาทไว้ 3 ด้านหลักเชิงกลยุทธ์ในระเบียบการค้าโลกใหม่ ได้แก่ 1. สร้างสมดุล ในความสัมพันธ์กับทุกขั้ว 2. เชื่อมโยง-ครอบคลุม หาตลาดใหม่-คู่ค้ารายใหม่ 3. กระจายความเสี่ยง ทั้งตลาด สินค้า และห่วงโซ่อุปทาน โดยได้แบ่งนโยบายออกเป็น 4 ส่วน คือ
(1)นโยบายเชิงรุก ขยายตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ ต้องหาตลาดใหม่ และขยายตลาดเดิมด้วยผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ๆ เร่ง FTA และ Business Matching โดยเร่งรัดการทำ FTA ใหม่กับเกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (EU) ขณะเดียวกันก็ใช้ Business Matching เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องรอ FTA อย่างอินเดีย และซาอุดีอาระเบีย (ยกตัวอย่าง การเดินทางไปซาอุดีอาระเบียเพื่อเจรจาการค้า และการเตรียมตัวก่อนไปอินเดียโดยต้องศึกษาความต้องการสินค้า เช่น ต้องปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่ม Mid-income และต้องผ่านมาตรฐาน BIS ของอินเดียก่อน)
(2)นโยบายเชิงรับ เจรจากับสหรัฐ ในมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff หรือ Agreement of Reciprocal Trade - Art.) ปัจจุบันการเจรจาหยุดชะงักชั่วคราว แต่ไทยใช้เวลาในช่วงนี้สร้างความเห็นร่วมกันภายในประเทศระหว่างกระทรวง และภาคเอกชน
โดยเป้าหมายเจรจา ต้องการเพิ่มรายการสินค้าไทยในภาคผนวก 3 (Annex 3) ของสหรัฐ ที่ไม่เสียภาษี ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไทยอยู่เพียง 800 กว่ารายการจากทั้งหมด 1,900 รายการ การเพิ่มสินค้าเหล่านี้จะช่วยลดหย่อนภาษี โดยการเจรจาจะมุ่งเน้นการหาประโยชน์ร่วมกัน เช่น ชี้ให้เห็นว่าการเก็บภาษีกับสินค้าที่สหรัฐ ไม่ได้ผลิตเอง (เช่น สินค้าเกษตรบางชนิด, กาแฟ) ย่อมทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเดือดร้อน
(3)นโยบายดูแลฐานราก เน้นการดูแล SMEs, M-SMEs, Micro-SMEs ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัล (การจัดการ Inventory, บัญชี) เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยทำงานร่วมกับ SME D Bank
(4)การสร้างเสถียรภาพทางการค้า เน้นที่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ไม่ใช่แค่การขายอาหาร การยกระดับนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรอง และสามารถขายสินค้าในราคาพรีเมียมได้ เช่น โครงการความมั่นคงทางอาหารกับสิงคโปร์ ที่มีการเซ็นสัญญากับกระทรวงความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เพื่อรับประกันปริมาณข้าว 100,000 ตัน
นางศุภจี กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้เป็นการสร้างความร่วมมือร่วมใจ ภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส และประชาชนจะได้รับประโยชน์แท้จริง "เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า เมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็เติบโต เราจะได้ Go beyond survival ไปด้วยกัน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 2 ธันวาคม 2568

