เงินเฟ้อไทย 11 เดือนปี 68 ลดลง 0.12% ต่อเนื่อง 8 เดือนติด ยังไม่ใช่ภาวะถดถอย
เงินเฟ้อไทย เดือนพฤศจิกายน 2568 ลดลง 0.49% สาเหตุจากราคาพลังงาน ค่าไฟ ลดลง รวมไปถึงมาตรฐานลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้ 11 เดือนปีนี้ ลดลง 0.12% ต่อเนื่อง 8 เดือนติดต่อกัน ขณะที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 0.0-1.0% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 0.5%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (เงินเฟ้อ) เดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่า เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.64 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.49% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยเป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว เมื่อเทียบจากเดือนตุลาคม 2568 ลดลง 0.76% ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน) ของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ลดลง 0.12% (AOA) และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน
“คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2568 ลดลง 0.15-0.2% โดยเงินเฟ้อเดือนธันวาคม ลดลง 0.48-1.08% สาเหตุหลักก็ยังมาจากตลาดโลก พลังงาน มาตรการของรัฐ น้ำท่วมใต้แต่ไม่เยอะ ส่วนมาตรการคนละครึ่งพลัส นั้นมากระตุ้นเศรษฐกิจ และหากรวมมาตรการอื่น ๆ แล้วจะช่วยให้เกิดความต้องการบริโภคในประเทศ ก็จะมีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อทั้งปีติดลบคาดว่าในรอบ 5 ปี ยังไม่ใช่ภาวะถดถอย”
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงลดลงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน และน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับลดลงตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระ ค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากลดลงต่อเนื่องมา 3 เดือน จากการสูงขึ้นของราคาผักสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YOY) โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 3 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข เช่น บรูไน ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และ สปป.ลาว

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.49% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือนนี้ มีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการ ดังนี้ หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.13% (YOY) จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (น้ำยาระงับกลิ่นกาย สบู่ถูตัว ครีมนวดผม แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว แป้งผัดหน้า) รถยนต์ ค่าโดยสารเครื่องบิน เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดบางชนิด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว)
ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศและในประเทศ ค่าบริการขนขยะ และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.54% (YOY) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิอาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ผักสด (ผักชี ผักบุ้ง มะเขือ ผักคะน้า ผักกาดขาว พริกสด แตงกวา ถั่วฝักยาว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาทูนึ่ง ปลาหมึกกล้วย) และเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป น้ำพริกแกง น้ำมันพืช)
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (มะม่วง องุ่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ส้มเขียวหวาน) ไข่ไก่ ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร และกระเทียม
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.66% (YOY) เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนตุลาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.61% (YOY)
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568 สูงขึ้น 0.15% (MOM) ตามการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.28% (MOM) จากสินค้าสำคัญที่ราคาปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด (ผักชี พริกสด ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง มะเขือ ผักกาดขาว มะนาว แตงกวา) เนื่องจากยังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การเพาะปลูกได้รับผลกระทบและมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง อาหารโทร.สั่ง (Delivery) เนื่องจากสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ และเนื้อสุกร เนื่องจากมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวและได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ
ขณะที่มีสินค้าราคาปรับลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก องุ่น อะโวคาโด) ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว และน้ำดื่มบริสุทธิ์ และหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.06% (MOM) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ค่าโดยสารเครื่องบิน เนื่องจากมีความต้องการเดินทางช่วงไฮซีซั่นเพิ่มขึ้น และของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผ้าอนามัย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) เนื่องจากช่วงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการได้สิ้นสุดลง นอกจากนี้ รถปิกอัพ และค่าเช่าบ้าน ปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาถูพื้น ค่าบริการขนขยะ ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว) และเสื้อผ้า (เสื้อเชิ้ตสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี)
นายนันทพงษ์กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 0.0-1.0% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 0.5% และยังมองว่าไตรมาส 1 ปีหน้าเงินเฟ้อไทยยังบวก สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ (1) ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ประกอบกับเกษตรกรมีแนวโน้มลดปริมาณการเพาะปลูกสินค้าที่ราคาต่ำในปีก่อนหน้า ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรบางประเภทจะเข้าสู่ตลาดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

(2) ภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 34.9 ล้านคน (เพิ่มขึ้นจาก 33.4 ล้านคน ในปี 2568) และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท ทำให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องอาจปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ 1) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568 2) ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน ค่าโดยสารสาธารณะ และการตรึงราคาก๊าซ LPG
(3) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.7% ในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.0% และเป็นการขยายตัวต่ำกว่า 3.0% เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ และขาดแรงส่งไปยังเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
(4) มีแนวโน้มนำเข้าเงินเฟ้อต่ำจากต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศสำคัญขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้มีการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ราคาลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ไทยนำเข้าสินค้าราคาต่ำ โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 3 ธันวาคม 2568

