กกร.ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ชะลอแรง เหตุภาษีสหรัฐ-น้ำท่วมใต้-จีนกำลังผลิตล้น เร่งรัฐรับมือ
กกร.ชี้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 แนวโน้มชะลอลง จากปัจจัยภาษีสหรัฐ น้ำท่วมใต้ จีนกำลังการผลิตล้นดันสินค้าส่งออกเพิ่ม แนะรัฐ-เอกชน เร่งฟื้นฟู-เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ Reinvent Thailand ยกระดับการแข่งขันของไทย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยยังมีปัจจัยที่เกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น
โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัยควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local Content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาล ที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย
“กกร.ประเมินว่าจีดีพีไทยในปี 2569 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% ส่งออกอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0.5% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.2-0.7% ขณะที่ปี 2568 การขยายตัวของจีดีพีไทยอยู่ในกรอบ 2% ส่งออกขยายตัว 10% เงินเฟ้อ 0.0%”
และปัจจัยเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ที่ประเมินไว้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ Over Supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ อุทกภัยในภาคใต้ที่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี กกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด
โดย กกร.ได้ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัย อาทิ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารสมาชิกได้บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทยจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่า 7.8 ล้านบาท
และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย” เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรวมถึงการมอบส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ
ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
นอกจากนี้ กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ และเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงาน เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ขณะที่ กกร.และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง “ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน 6 ด้านที่เน้นการปฏิรูป ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่
1) การปลูกฝังจิตสำนึก
2) นโยบายต่อต้านการทุจริต
3) ระบบบริหารความเสี่ยง
4) เทคโนโลยี
5) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ
6) แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลพร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT AI ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ
การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐ และเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา-บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ-เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชั่นของภาคธุรกิจ และสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 3 ธันวาคม 2568

