"ธนาคารโลก" และ "เศรษฐกิจไทย" ในมุมมอง "ศุภชัย พานิชภักดิ์" บริบทที่เปลี่ยนไปในรอบ 35 ปี
KEY POINTS :
* เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลก โดยเปลี่ยนจากยุคที่เติบโตสูงมาสู่ภาวะเติบโตช้าเพียง 2-3%
* แนวทางของธนาคารโลกและองค์กรเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไป โดยเน้นให้แต่ละประเทศเป็น "เจ้าของ" ยุทธศาสตร์การพัฒนาของตนเอง และยอมรับบทบาทของรัฐในการพัฒนามากขึ้น
* การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลกปี 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน โดยธนาคารโลกจะร่วมกับไทยจัดทำรายงานวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตของประเทศ
* ดร.ศุภชัย ชี้ว่าไทยยังเผชิญโจทย์ท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างวินัยทางการคลัง และการลดความเหลื่อมล้ำ
ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก หรือ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ถือเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อ 34 ที่ผ่านมา
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เขียนบทความให้ “กรุงเทพธุรกิจ” มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมดังกล่าว ดังนี้
องค์กรทางเศรษฐกิจที่เป็นหลักสำคัญของโลก เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และองค์การว่าด้วยการค้าและการพัฒนาของสหประชาชาติ ต่างได้ดำเนินการเปลี่ยนผ่านนโยบายและยุทธศาสตร์ในช่วงระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาด้วยกันทั้งสิ้น
ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจากประสบการณ์และการทำงานที่ได้รับการเรียนรู้จากผลของนโยบายและยุทธศาสตร์ที่แต่ละองค์กรได้นำออกมาใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นการมุ่งทิศทางที่สัมผัสกับความเป็นจริงมากขึ้น แทนการพึ่งหลักการทางทฤษฎีที่อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป
ความเป็นจริงที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้องเสมอ ยุทธศาสตร์ต้องผันแปรตามสถานการณ์ความจำเป็นของแต่ละประเทศที่มีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน
"ที่สำคัญคือแต่ละประเทศจะต้องสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองให้ได้ แทนที่จะถูกแนะนำที่ผิดบ้างถูกบ้างจากองค์กรระหว่างประเทศแต่อย่างเดียว"
เศรษฐกิจระบบตลาดเสรี จะมีการตีกรอบจากกฎระเบียบที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้นและป้องกันการเอาเปรียบโดยการผูกขาด หรือโดยการดูแลผลกระทบทางลบต่อผู้บริโภค
เป้าหมายของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจก็จะพิจารณาจากตัวเลขตัวเดียวก็ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการเจริญที่มีคุณภาพในลักษณะของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการศึกษาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมด้วยการดูแลผลกระทบต่อภาวะสิ่งแวดล้อม และต้องกระจายความเจริญให้ทั่วถึงทุกกลุ่มของประชากรและทุกภูมิภาค

'การค้าโลก' ที่จะมุ่งแต่เพียงเปิดตลาดเสรีก็ไม่สมควร แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของการเปิดเสรีที่ขาดการจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และต้องคำนึงว่าการแข่งขันเสรีจะทำให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาได้อย่างไร
หลักการที่ล้าสมัยที่เคยบ่งบอกว่ารัฐควรมีบทบาทจำกัดและควรปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดการพัฒนาก็ไม่ถูกต้องอีกต่อไปแล้ว และในปัจจุบันบทบาทที่เป็นรัฐเพื่อการพัฒนาได้ถูกยอมรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยให้มีความกลมกลืนกับการทำงานของตลาดที่ไม่ควรมีการบิดเบือน
ความสำเร็จของกลุ่มประเทศจากเอเชียตะวันออกทำให้นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมที่เคยถูกปฏิเสธในองค์การเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ถูกยอมรับ ที่แม้กระทั่งประเทศพัฒนาแล้วก็ยังต้องนำนโยบายอุตสาหกรรมที่รัฐมีส่วนช่วยกำหนดมาใช้
"การพัฒนาของเศรษฐกิจใหม่ที่พึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้นจะอยู่บนรากฐานของการมีบทบาทของรัฐในการร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงอย่างชัดเจนทั่วโลก"
ธนาคารโลกเช่นเดียวกับองค์กรโลกอื่นๆ ที่กล่าวมาต่างได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการร่วมมือทำงานกับประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือที่ต้องมี ‘ความเป็นเจ้าของ’ ในยุทธศาสตร์และโดยการพัฒนาประเทศของตนเอง
ประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นเจ้าของแนวทางการพัฒนาของตนเองได้อย่างสัมฤทธิ์ผลก็จะต้องมีสถาบันทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ที่แข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ในปีที่แล้ว (2024) รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จึงได้มอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 ท่าน คือ
* Daron Acemoglu
* Simon Johnson
* James Robinson
*
ที่ใช้การวิเคราะห์ทั้งทางเชิงประวัติศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่า สถาบันการเมืองและเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริงเป็นเหตุผลสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประเทศมีการพัฒนาที่มีผลสำเร็จแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ไทยเคยเป็นเจ้าภาพ WB-IMF เมื่อปี 1991 :
ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะการประชุมใหญ่ประจำปี 2026 ในเดือน ต.ค.ที่กรุงเทพฯ หลังจากที่ประชุม 2 ปีต่อเนื่องที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นแบบแผนของการจัดประชุมของสองสถาบันนี้ที่จะมีขึ้น 2 ปีต่อเนื่องกันที่กรุงวอชิงตันและปีที่ 3 จะเป็นการประชุมในประเทศอื่น
ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมที่สำคัญของโลกนี้ครั้งก่อนในปี 1991 ซึ่งเป็นเวลา 35 ปีมาแล้วระยะเวลานั้นไทยเป็นเศรษฐกิจที่ได้รับการยกย่องว่ามีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงที่สุดของโลกโดยมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.5 ต่อปี ระหว่างปี 1986 ถึง 1991
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการขยายตัวในอัตราสูงเช่นนี้ มาจากการส่งออกที่กระจายตัวไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศที่ผลักดันให้มีการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น และการเริ่มต้นการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการสร้างเครือข่ายการขนส่งคมนาคมทั่วโลกที่ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ประเด็นเศรษฐกิจไทยต่างจาก 35 ปีที่ผ่านมา :
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยช่วงการประชุมธนาคารโลก-กองทุนการเงินระหว่างประเทศครั้งที่แล้วและครั้งนี้จึงนับว่าแตกต่างกันมาก ครั้งที่แล้วผู้นำทางการเงินการคลังทั่วโลกมาร่วมกันวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยมีอะไรดีที่มีการเจริญเติบโตขนาดนั้น ในขณะที่มีการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีภาวะการคลังที่แข็งแรง
ในครั้งนี้ (ปี 2026) ผู้เข้าร่วมประชุมอาจจะให้ความสนใจว่า ทำไมและอะไรที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปสู่ภาวะเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2-3 การส่งออกก็ยังติดอยู่กับรูปแบบเดิม และภาวะการคลังที่ต้องการการสร้างกำลังขึ้นมาให้แข็งแกร่งใหม่ เพื่อเตรียมรับกับภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจผันผวนมากขึ้นทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ
เพื่อที่จะช่วยทำความเข้าใจในปัญหาของไทย จึงต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของธนาคารโลกยุคใหม่ การจัดการประชุมของธนาคารโลก-กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WB-IMF) ที่ประเทศไทยในปี 2026 และการเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองกับการพัฒนาประเทศที่เป็นสาระสำคัญของงานของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจากปี 2024
การจัดการประชุมของ WB-IMF มีนัยสำคัญที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การพัฒนา และนักธุรกิจสำคัญระดับโลกเข้ามาสัมผัสกับเศรษฐกิจประเทศไทย นับเป็นโอกาสที่ไทยจะสร้างความประทับใจเพื่อเสริมความเชื่อมั่นในการชักจูงให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น
การพัฒนาการส่งออกของไทยในอดีตที่ผ่านมามีการเชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และไทยกำลังจำเป็นที่ต้องมีการยกเครื่องปรับโครงสร้างการส่งออกอย่างขนานใหญ่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลกให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
WB เปิดรายงาน Building Thailand’s FutureToday
ธนาคารโลกจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งด้วยการทำรายงานวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทย ในหัวข้อ “Building Thailand’s FutureToday” โดยที่ธนาคารโลกเสนอที่จะพิจารณาเน้นภาคเศรษฐกิจหลักที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ที่รวมถึงอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) อุตสาหกรรมเกษตร บริการทางดิจิตัล การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (เช่น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
โดยธนาคารโลกเสนอแนะว่าในการสร้างงานและขยายเศรษฐกิจในภาคส่วนดังกล่าว ควรให้การคำนึงถึงตัวช่วยที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1)การกระตุ้นการลงทุน การค้นคิดดัดแปลงและการค้า
2)การลงทุนเสริมสร้างสมรรถภาพของกำลังแรงงาน
3)การสร้างระบบเมืองสำหรับอนาคต (รวมกรุงเทพฯ และเมืองรอง)
สิ่งที่สำคัญ คือ ธนาคารโลกจะไม่นั่งเขียนรายงานนี้จากกรุงวอชิงตัน แต่จะพยายามเข้าถึงแก่นของปัญหาโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกหมู่เหล่า ทั้งนี้เพื่อให้รายงานมีลักษณะ ‘การเป็นเจ้าของ’ โดยประชาชนไทยอย่างแท้จริงตามหลักการในยุคใหม่ขององค์การโลกดังกล่าวข้างต้น
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างถี่ถ้วนจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
ในรายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับไทยที่ผ่านมา ได้เน้นปัญหาโครงสร้างของไทยอย่างชัดเจนในเรื่องของสังคมสูงวัย การขาดการลงทุนและการค้นคิดดัดแปลง ความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ และการพัฒนาที่เน้นกรุงเทพมหานครมากเกินไป
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจในปัญหาของเศรษฐกิจไทยจากมุมมองของธนาคารโลกคงไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝ่ายผู้วิเคราะห์ไทยได้เคยมีการเสนอแนะไว้บ้างอยู่แล้ว การเติมเต็มในส่วนของ การลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่เป็นกุญแจสำคัญ การเจาะลึกในข้อมูลเพิ่มเติมจากการวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยในทุกภาคส่วน
และการดึงผู้นำระดับโลก รัฐมนตรีฯคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลก และองค์การภาคประชาชนทั้งหลายมาร่วมประชุมกันที่กรุงเทพฯ น่าจะทำให้ประเด็นต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะของรายงานจากธนาคารโลกมีความสมบูรณ์แตกฉานมากขึ้น โดยที่สำคัญคือ ฝ่ายไทยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันออกแรงเต็มที่เพื่อที่จะทำให้รายงานนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
ความคาดหวังต่อสถาบันเศรษฐกิจและการเมืองไทย :
ความหวังที่เราอาจจะมีจากการประชุม WB-IMF และรายงานของธนาคารโลก คือ ข้อเสนอแนะที่มากไปกว่าแนวทาง กว้างๆที่ลงลึกไปถึง "จุดอ่อน" ของระบบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
โดยเฉพาะสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งและมีบทบาทนำอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ปัญหาหลักทางโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเป็นที่รู้จักและเข้าใจกันเป็นอย่างดี
ส่วนใหญ่มีบันทึกอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2018-2037) ที่อาจจะนำมาพิจารณาประกอบกับรายงานของธนาคารโลก การยึดมั่นในหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้และมีความพร้อมที่จะรับมือกับปัญหามากขึ้น
ทั้งหมดทั้งปวงนี้เราต้องไม่มองข้ามความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ภาคการเกษตรที่มีความหลากหลาย
ประวัติอันยาวนานในการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ความสามารถของธุรกิจเอกชนที่แข่งขันในระดับโลก บริการทางการแพทย์และสุขภาพที่เป็นที่ยอมรับโดยนานาชาติ ความหลากหลายของวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง การบริหารนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ที่รักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ฯลฯ
"แต่เรายังคงต้องการคำตอบว่า ทำอย่างไรไทยจะสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เทียบเคียงกับระดับโลกและตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่"
เราจะสร้างภูมิต้านทานทางการคลังได้อย่างไรหากไม่มีการยับยั้งนโยบายระยะสั้นที่เป็นประชานิยมฟุ่มเฟือย และแรงกดดันทางการเมืองที่ไม่ยอมรับเรื่องความจำเป็นในการปรับโครงสร้างระบบภาษีอากร (รวมทั้งการทะยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มให้ค่อยๆ สูงขึ้น)
การเปิดโอกาสให้การมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองไม่ถูกดึงไปในทางรัฐศาสตร์เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรู้จักจบสิ้นแทนที่จะต้องร่วมสร้างแนวทางร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ควรเป็นวาระแห่งชาติ และทำอย่างไรเราถึงจะช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทแทนที่จะปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นจากปีต่อปี
การที่ไทยจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวาระการประชุมระดับโลกของ WB-IMF และได้ร่วมกันวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่สุด โดยให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาคในประเทศสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
และให้ปรากฏอยู่ในรายงานของธนาคารโลกที่ จะทำให้โลกและไทยสามารถร่วมกันสร้างกำลังให้เศรษฐกิจไทยในอนาคตที่มีลักษณะการขยายตัวก้าวหน้าอย่างทั่วถึงที่สุด
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 7 ธันวาคม 2568

