ญี่ปุ่นเร่งนำเข้าผัก–ผลไม้พุ่ง เปิดโอกาสสินค้าเกษตรไทยบุกตลาด
กระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ในช่วงเดือนมกราคม – ถึงกันยายน ปี 2568 มีปริมาณการนำเข้าผักเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนผลไม้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 5 สาเหตุสำคัญมาจากการผลิตในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักคือจำนวนเกษตรกรที่สูงอายุเพิ่มขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ส่งผลให้บริษัทการค้าต้องเพิ่มสัดส่วนการนำเข้ามากขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดแคลน
ในพื้นที่ปลูกสำคัญอย่างฮอกไกโด เผชิญอากาศร้อนจัดและฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทำให้ผลผลิตลดตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ตลาดใหญ่ในกรุงโตเกียวก็มีปริมาณสินค้าจากฮอกไกโดลดลงถึงร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ภาวะดังกล่าวกระทบต่อผักหลายชนิด โดยเฉพาะหัวหอมซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 และหากเทียบกับปี 2563 การนำเข้าหัวหอมยังสูงพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 52 จากผลของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ผลไม้อย่างแอปเปิ้ลก็มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน
การนำเข้าผักและผลไม้ที่ขยายตัวต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นโอกาสสำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออกไทย เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังมองหาซัพพลายใหม่ ๆ ที่มีความมั่นคงและสามารถจัดหาสินค้าได้สม่ำเสมอ สินค้าเกษตรจากไทยที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว เช่น กล้วยไม้และสินค้าผลไม้บางชนิด ยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อีก ขณะที่สินค้าเกษตรไทยที่ยังไม่เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นก็มีศักยภาพสูงเช่นกัน เพราะบริษัทการค้าญี่ปุ่นต้องการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินเยนอาจมีผลต่อพฤติกรรมการนำเข้าและต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป ผู้ส่งออกจึงต้องติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมแผนรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ในการทำตลาดกับคู่ค้าญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการจัดหาสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำหนดปริมาณขั้นต่ำสุด – สูงสุดที่สามารถส่งมอบได้อย่างชัดเจน รวมถึงการมีระบบสำรองในกรณีเกิดภัยธรรมชาติหรือความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพสินค้า การสื่อสารอย่างมืออาชีพ และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไทยยังแข่งขันกับผู้ส่งออกรายสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และประเทศในอาเซียน การสร้างจุดขายด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า การควบคุมสารเคมี และการมีมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร จะช่วยสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลกได้ (ข้อมูล: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว, เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 9 ธันวาคม 2568

