สรุป 10 ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ปี 68 คนไทยต้องรับมืออะไรบ้าง?
ในขณะที่ปฏิทินปี 2568 กำลังจะถูกพับปิดลง พร้อมกับการก้าวย่างเข้าสู่ปีใหม่ ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีที่ผ่านมาถูกจารึกไว้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤตเดิม แต่คือการปรับโครงสร้างเก่าไปสู่ฐานรากใหม่ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนทิศ และคลื่นเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้าใส่ทุกอุตสาหกรรม
‘ประชาชาติธุรกิจ’ สรุป 10 ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นทั้งบทเรียนและบทสรุปของปี 2568 ที่คนไทยทุกคนเพิ่งผ่านพ้นมาด้วยกัน ดังนี้
(1)ดีลภาษีทรัมป์: การทูตการค้าบนเส้นด้ายกับการปิดดีลที่ 19%
เรื่องที่ระทึกใจที่สุดของปี 2568 คือการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนโยบาย “America First” ที่เข้มข้นกว่าเดิม ทันทีที่ทรัมป์รับตำแหน่งในช่วงต้นปี เขาประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ (Universal Baseline Tariff) ทันที 10-20% และเก็บจากจีนสูงถึง 60% ทำให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในอันดับต้นๆ ตกเป็นเป้าหมายหลักทันที
หลังจากรัฐบาลไทยและทีมเศรษฐกิจต้องทำงานหนักเพื่อ “เจรจาต่อรอง” ตลอดทั้งปี ในที่สุดไทยสามารถปิดดีลประวัติศาสตร์ได้ที่ อัตราภาษี 19% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับคำขู่ในช่วงแรกที่อาจพุ่งสูงถึง 36-37% โดยไทยยอมแลกกับการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น ก๊าซธรรมชาติ (LNG), อากาศยาน และถั่วเหลือง แม้กำไรจากการส่งออกจะบางลง แต่การประคองตัวให้จ่ายภาษีในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งบางประเทศ ช่วยให้สินค้าไทยยังรักษาที่มั่นในตลาดอเมริกาเอาไว้ได้จนถึงสิ้นปีนี้
(2)ยุค AI ของจริง: จากของเล่น สู่กระดูกสันหลังที่เปลี่ยนชีวิตคนทำงาน
หากปี 2567 เรายังมองว่า AI เป็นเพียงแชตบอตหรือเครื่องมือที่เอาไว้คุยเล่น ปี 2568 คือปีที่คำตอบชัดเจนขึ้นว่า AI คือ “ทางรอดเดียว” ของภาคธุรกิจ ตลอดปีที่ผ่านมาเราเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 70% เลิก “เห่อ” แล้วเปลี่ยนมาเป็น “ติดตั้ง” AI เข้าไปเป็นหัวใจหลักในการทำงานอย่างจริงจัง
บทสรุปในปีที่ผ่านมา: เราได้เห็นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ งานในสายสนับสนุน (Back Office) เช่น งานเตรียมเอกสาร งานบัญชีพื้นฐาน หรือการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่การปรับลดพนักงานในกลุ่มทักษะเดิมอย่างน่าตกใจ ในทางกลับกัน ปีนี้เป็นปีทองของคนที่เข้าใจเทคโนโลยี ตำแหน่งงาน “AI Strategy” และคนดูแลข้อมูล (Data Governance) กลายเป็นมนุษย์ทองคำที่มีค่าตัวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คำว่า “Digital Transformation” ได้ถูกแทนที่ด้วย “AI Transformation” อย่างสมบูรณ์
(3)Entertainment Complex: ดึงเงินคนรวยเข้าประเทศ
ปี 2568 คือปีที่โครงการ “สถานบันเทิงครบวงจร” หรือ Entertainment Complex ถูกผลักดันจากพรรครัฐบาลเพื่อไทยจนกลายเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นมา นี่คือไม้ตายที่รัฐบาลใช้แก้โจทย์รายได้ท่องเที่ยวที่เริ่มถึงทางตัน โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ไทยจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก สู่ “อาณาจักรความบันเทิงระดับโลก”
ภาพรวมที่เกิดขึ้น: ตลอดทั้งปีเราเห็นการจับขั้วของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศ (Consortium) เพื่อชิงชัยในการประมูลใบอนุญาตฉบับแรกในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างกรุงเทพฯ และ EEC การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้เงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เริ่มไหลกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตลอดปีที่ผ่านมา สังคมยังคงถกเถียงกันอย่างหนักในสภาฯ เรื่องมาตรการกำกับดูแลเพื่อป้องกันปัญหาทางสังคมที่อาจตามมา ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังคงเป็นสมรภูมิที่ต้องติดตามกันต่อไปในฐานะความหวังใหม่ของเศรษฐกิจบริการ
(4)ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): กฎใหม่เปลี่ยนเกมการส่งออก
ปี 2568 คือปีที่คำว่า “รักษ์โลก” ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของ “เงินตรา” เมื่อประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ภาษีคาร์บอนอย่างเป็นทางการ เพื่อตั้งรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
ผลกระทบที่ผ่านมา: อุตสาหกรรมหนักของไทย ทั้งเหล็ก ปูนซีเมนต์ พลังงาน และปุ๋ย ต่างได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นทันทีจากการจ่ายค่าธรรมเนียมการปล่อยคาร์บอน สิ่งนี้บีบให้โรงงานไทยต้องเร่งเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้สะอาดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาษีคาร์บอนในปีนี้จึงกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ในการทำธุรกิจ ใครที่ปรับตัวช้าในปีนี้ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจนบางรายต้องปิดตัวลง นี่คือบทสรุปของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดทางการค้ายุคใหม่ที่ความเขียวคือความมั่นคง
(5)วิกฤตหนี้ครัวเรือน: เมื่อ “รถกระบะ” ถูกยึดพุ่งกระฉูด สะท้อนแผลลึกเศรษฐกิจฐานราก
ภาพที่เจ็บปวดที่สุดของปี 2568 คือการเห็นตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อรถยนต์ กว่า 2.7 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ “รถกระบะ” ซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาของคนค้าขายและเกษตรกร พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สัญญาณอันตราย: ตลอดทั้งปี สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยกู้ (Credit Tightening) จนถึงขีดสุด เมื่อคนฐานรากไม่มีเงินส่งค่างวด รถถูกยึด โอกาสในการประกอบอาชีพก็หายไป ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงยอดขายรถยนต์ในประเทศที่หดตัวอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่า แม้ตัวเลขจีดีพีภาพรวมจะดูเหมือนมีการเติบโต แต่ “คนตัวเล็ก” ในต่างจังหวัดยังคงติดหล่มหนี้และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลยังคงต้องแก้ปมนี้ต่อไปในปีหน้า
(6)Virtual Bank: ธนาคารไร้สาขาเขย่าสมรภูมิเงินฝากและสินเชื่อ
ปี 2568 คือปีแรกที่เราได้สัมผัสกับ “ธนาคารเสมือนจริง” หรือ Virtual Bank อย่างเต็มรูปแบบ การแข่งขันทางการเงินในปีนี้ไม่ได้สู้กันที่ความสวยงามของสาขา แต่อยู่ที่ “ข้อมูลและอัลกอริทึม” ในมือถือ
จุดเปลี่ยนสำคัญ: กลุ่มเป้าหมายหลักในปีนี้คือกลุ่มคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ออนไลน์ และฟรีแลนซ์ ที่เคยถูกธนาคารใหญ่ปฏิเสธ Virtual Bank เข้ามาตอบโจทย์ด้วยการใช้ข้อมูลการใช้จ่ายและบิลค่าไฟมาประเมินสินเชื่อแทนสลิปเงินเดือน ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงจนธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมต้องรีบปรับตัวตาม ปรากฏการณ์นี้ช่วยดึงคนนอกระบบเข้ามาในระบบการเงินได้มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มข้นขึ้นด้วยเช่นกัน
(7)Landbridge: จากความฝันสู่การประมูลประวัติศาสตร์
โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเล (ระนอง-ชุมพร) หรือ Landbridge ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลประวัติศาสตร์ในปี 2568 รัฐบาลวางหมากให้เอกชนลงทุน 100% (PPP Net Cost) เพื่อลดภาระงบประมาณชาติ
อนาคตใหม่ของภาคใต้: แม้จะมีเสียงคัดค้านและข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่การเปิดประมูลในปีนี้กลายเป็นสัญญาณบวกที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมามองไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งสินค้าโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในฐานะ “ทางเลือกใหม่” นอกเหนือจากช่องแคบมะละกา นี่คือเมกะโปรเจกต์ที่จะเป็นมรดกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า
(8)ปลดล็อกไฟฟ้าเสรี: แม่เหล็กใหม่ดึงดูด Tech Giant ระดับโลก
ปี 2568 คือปีที่นโยบาย “Direct PPA” หรือการอนุญาตให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรงเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรม นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี
ดึงดูด Data Center: บริษัทอย่าง Google, Microsoft และ Amazon ต่างตกลงใจตั้งฐานทัพในไทย เพราะความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาด 100% (RE100) ได้ตามมาตรฐานโลก การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของค่าไฟ แต่คือการสร้าง “นิเวศดิจิทัล” ที่จะดึงดูดการจ้างงานทักษะสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสู่ประเทศ
(9)สังคมสูงวัยระดับสุดยอด: วิกฤตแรงงานที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว” ในปี 2568 ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดในปีที่ผ่านมาคือ ภาคการผลิตไทยขาดแคลนแรงงานฝีมืออย่างหนักจนเข้าขั้นวิกฤต
การปรับตัวของรัฐและเอกชน: เราเห็นการประกาศใช้ “Talent Visa” เพื่อดึงคนเก่งต่างชาติเข้ามาช่วยงาน และเริ่มมีการหารือเรื่องการขยายอายุเกษียณอย่างจริงจัง ปีนี้ยังเป็นปีที่ภาคเอกชนไทยเริ่มนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานคนในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพื่อพยุงไม่ให้สายการผลิตต้องหยุดชะงักในภาวะ “คนทำงานหายไป”
(10)ตลาดหุ้นไทยยุค “New Economy”: ผลัดใบจากธุรกิจเก่าสู่ธุรกิจอนาคต
ตลาดหุ้นไทย (SET) ในปี 2568 เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ หุ้นกลุ่มพลังงานแบบเดิมและธนาคารขนาดใหญ่เริ่มสูญเสียสถานะหุ้นนำตลาดไปให้กับกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต
กลุ่มดาวรุ่งใหม่: หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, ธุรกิจสุขภาพ (Health & Wellness) ที่รองรับสังคมสูงวัย และเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) กลายเป็นกลุ่มที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้มากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองออกแล้วว่าปี 2568 คือจุดสิ้นสุดของโมเดลธุรกิจแบบเดิม และใครที่แปลงร่างเป็น Tech Company ได้สำเร็จ คือผู้ที่จะเป็นเจ้าของกระดานหุ้นในยุคต่อไป
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 26 ธันวาคม 2568

