จับชีพจรโลก 2026 คู่ค้าลุ้นหนักมากศาลตัดสินภาษีทรัมป์ จนถึงเลือกตั้งพม่าไม่มีลุ้น
ปี 2026 อาจเป็นอีกปีที่โลกโกลาหลต่อเนื่องจากปี 2025 ที่เริ่มด้วยการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยสองของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐนำไปสู่การเจรจาต่อรองภาษีอย่างดุเดือดไม่เพียงบนโต๊ะเจรจา แต่ลามไปถึงการต่อสู้และโต้แย้งในคอกพิจารณาคดีชั้นศาลสูงสุด จีน-ยุโรปอาจกลายเป็นสมรภูมิการค้าถัดไป
ความตึงเครียดของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียระหว่างจีนกับญี่ปุ่นยังไม่มีทีท่าลดลงจนน่าจับตาว่าจะจบลงอย่างไร ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาบรรลุสันติภาพที่แสนเปราะบาง ปิดท้ายด้วยการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งแรกในรอบ 5 ปีตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารโค่นออง ซาน ซู จี ที่ไม่ต้องลุ้นเพราะพรรคที่ทหารหนุนหลังชนะแน่นอน ‘ประชาชาติธุรกิจ’ รวบรวม ดังนี้
ศาลสูงสุดตัดสินคดีภาษีที่ลุ้นกันทั้งโลก :
ความปั่นป่วนทางการค้าจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2026 โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่มีกำหนดตัดสินไม่เกินกลางปี แม้เป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ทั้งโลกกำลังรออย่างใจจดใจจ่อเกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของโดนัล ทรัมป์ ว่า ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่ไม่แน่นอนที่สุดในการค้าโลก
ทรัมป์อ้างว่าใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA 1977) เพื่อแก้ไขการค้าที่ไม่สมดุลอย่างมากและไม่เป็นธรรม จัดอยู่ในวาระฉุกเฉินด้านความมั่นคงระดับชาติ
หากทรัมป์แพ้คดีภาษี หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจและสถานะทางการคลังของประเทศคือ รัฐบาลจะต้องคืนเงินที่ผู้นำเข้าชาวอเมริกันจ่ายไปในรูปของภาษีหรือไม่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมหรือเป็นระบบระเบียบหรือไม่ อีกด้วย
เควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวกับรายการ Face the Nation ของ CBS ว่า แม้ศาลสูงสุดจะไม่ตัดสินให้ฝ่ายบริหารชนะ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่บริษัทจะเรียกร้องให้มีการคืนเงินอย่างกว้างขวาง เพราะจะเป็นปัญหาทางด้านการบริหารจัดการในการจ่ายเงินคืน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตลาดประเมินโอกาสที่ทรัมป์จะแพ้ไว้ประมาณ 75% ซึ่งหมายความว่าฝ่ายบริหารจะต้องใช้อำนาจอื่นๆ ที่ประธานาธิบดีมีอยู่เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้า
อย่างไรก็ดี ทนายความด้านการค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลสูงสุดจะทำให้วาระทางเศรษฐกิจของทรัมป์มีความซับซ้อน แต่อาจไม่ได้ทำลายภาษีทิ้งทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาศาลชั้นต้นตัดสินว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจบังคับใช้ภาษีโดยไม่ผ่านสภา
เดฟ ทาวน์เซนด์ หุ้นส่วนฝ่ายการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมายดอร์ซีย์ แอนด์ วิตนีย์ (Dorsey & Whitney LLP) ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ตัดสินคดีนี้ในแบบรับรอง หรือยกเลิกภาษีศุลกากรไปเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะมีคำตัดสินที่ไม่ใช่แบบสองขั้ว” ไรอัน มาเจอรัส ทนายความประจำสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ กล่าวกับแอกซิออส (Axios) มาเจอรัสกล่าวอีกว่า ผู้พิพากษาอาจตัดสินว่าทรัมป์สามารถกำหนดภาษีศุลกากรได้ฝ่ายเดียว แต่ว่าจะทำได้ในบางกรณีเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็กำหนดกรอบเวลาในการบังคับใช้ภาษีที่อาจเป็นไปได้
นอกจากนี้ นโยบายภาษีของผู้นำสหรัฐทำให้เกิดข้อตกลงการค้าที่ไม่มั่นคง แม้หนึ่งในความสำเร็จลำดับต้นๆ ของทำเนียบขาวในปี 2025 คือข้อตกลงทางการค้ากับหลายประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ ตั้งแต่คำมั่นสัญญาด้านการลงทุนไปจนถึงการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้นสำหรับสินค้าส่งออกของสหรัฐเพื่อแลกกับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า แต่ข้อตกลงเหล่านี้ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้าแบบดั้งเดิมที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ทั้งไม่มีข้อกำหนดในการบังคับใช้ และรายละเอียดปลีกย่อยที่ระบุถึงกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน และมีเพียงการสงบศึกหนึ่งปีกับจีนเท่านั้น แทนที่จะเป็นข้อตกลงเต็มรูปแบบ
ทำให้เกิดความกังวลว่าข้อตกลงอาจล่มได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงศักยภาพในการกดดันของรัฐบาลจีนต่อประเทศใดๆ ที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐโดยแลกกับผลประโยชน์ของจีน
พัฒนาการในช่วงเดือนที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงดังกล่าว นับตั้งแต่ทำเนียบขาวประกาศ “ข้อตกลงการค้าครั้งสำคัญ” ในเดือนกรกฎาคม อินโดนีเซียต่อต้านข้อเรียกร้องทางการค้าของสหรัฐ ที่เกรงว่าจะจำกัดความเป็นอิสระในการตัดสินใจของตนเอง และขณะนี้คาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงในปลายเดือนมกราคมปีนี้ ขณะเดียวกัน จีนได้ร้องเรียนต่อมาเลเซียและกัมพูชาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่สองประเทศนั้นลงนามกับรัฐบาลสหรัฐ โดยเตือนไม่ให้ใช้มาตรการใดๆ ที่บั่นทอนผลประโยชน์ของจีน
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวถึงสหภาพยุโรป (อียู) และอินเดีย โดยระบุว่าการเจรจาที่ตึงเครียดเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าของทั้งสองประเทศนั้นมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อไปจนถึงปีใหม่ ซึ่งสำนักงานการค้าสหรัฐ (USTR) ขู่ว่าจะตอบโต้ยุโรป หากสหรัฐมองว่า มาตรการของอียูควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกามากเกินไป
จีน-สหภาพยุโรป สมรภูมิการค้าถัดไป :
ในขณะที่ปี 2025 เน้นไปที่ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลงอย่างมาก แต่ปีนี้ สหภาพยุโรป (อียู) กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิรบต่อไป
จากสัญญาณเตือนกรณีจีนเกินดุลการค้าทั่วโลกในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าการขาดดุลการค้าของสหภาพยุโรปกับจีนจะเกิน 400,000 ล้านยูโร (ราว 14.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2025
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า เขาได้เตือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า หากไม่แก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า สหภาพยุโรปจะถูกบีบให้ใช้มาตรการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การส่งออกของจีนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดใหญ่โควิด-19 และการพัฒนาด้านการผลิตภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในประเทศอื่น ๆ กระตุ้นดีมานด์สินค้าจีนที่ราคาถูก ในขณะที่ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 และห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่เสริมสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตของจีน ภาวะเงินฝืดภายในประเทศตั้งแต่กลางปี 2022 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกมากยิ่งขึ้น
“เราเชื่ออย่างยิ่งว่าความไม่สมดุลทางการค้าที่เพิ่มขึ้นกับยุโรปจะจุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดทางการค้าหลายระลอก ซึ่งตลาดประเมินค่าต่ำเกินไปจนถึงขณะนี้” ลู่ ติง กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระกล่าว
ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) สหภาพยุโรปมีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของจีน ในปี 2024 จีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 12.4 ล้านคัน คิดเป็นมากกว่า 70% ของผลผลิตทั่วโลก ขณะที่ยุโรปผลิตได้ประมาณ 2.8 ล้านคัน และอเมริกาเหนือผลิตได้ 1.8 ล้านคัน ยุโรปกำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถอีวีจีนสูงสุดราว 45% ในปีเดียวกัน (รวมอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ทั่วไปที่เก็บ 10%) หลังจากผลการสอบสวนพบว่า จีนให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ขายได้ในราคาต่ำ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคู่แข่ง
เวนดี้ คัตเลอร์ รองประธานอาวุโสของสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ กล่าวว่า สถิตินี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับคู่ค้าของจีน ว่ามาตรการและกฎระเบียบทางการค้าในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้ผล
กระทั่งเมื่อ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา จีนประกาศใช้ภาษีผลิตภัณฑ์นมจากยุโรปอัตรา 21.9-42.7 % จากผลการสอบสวนพบว่ายุโรปอุดหนุนผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ จนทำให้จีนเสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งจีนถูกมองว่า ตอบโต้ภาษีอีวีนั่นเอง
ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นไม่ลดราวาศอก :
จากคำตอบในสภาของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันว่า หากไต้หวันถูกจีนโจมตี อาจทำให้ญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหาร เนื่องจากเสี่ยงต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ทำให้จีนใช้มาตรการตอบโต้เพราะมองว่าญี่ปุ่นข้ามเส้นแดง ยืนยันให้ผู้นำหญิงถอนคำพูด
สัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งทางการทูตกำลังทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียต้องสั่นคลอน เมื่อสมาคมเศรษฐกิจญี่ปุ่น-จีนกล่าวเมื่อสิ้นปีนี้ (31 ธันวาคม 2025) ว่า คณะผู้นำธุรกิจญี่ปุ่นประมาณ 200 คนจะยกเลิกการเดินทางที่กำหนดไว้เดิมในวันที่ 20 มกราคม 2026 โดยอ้างถึงความท้าทายในการจัดประชุมกับเจ้าหน้าที่จีน และยังไม่ได้กำหนดวันเดินทางใหม่
ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 13 ปีที่ความขัดแย้งทางการเมืองขัดขวางภารกิจประจำปีที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ บ่งชี้ถึงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีนต่อคำกล่าวของนางทาคาอิจิ
การเยือนของสมาคมเกิดขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 1975 ยกเว้นช่วงการระบาดใหญ่และปี 2012 ซึ่งความสัมพันธ์ตกต่ำเนื่องจากวิกฤตทางการทูตเกี่ยวกับเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก การเยือนครั้งนั้นถูกเลื่อนออกไป แต่ในที่สุดก็เกิดขึ้นในปีถัดมา
คณะผู้แทนประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น และพานาโซนิค โฮลดิ้งส์ รวมถึงตัวแทนจากกลุ่มล็อบบี้ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้แก่ เคดันเรน และหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น
ตามร่างกำหนดการ มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เบอร์สองของจีน
ก่อนหน้านี้ จีนได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นและระงับการอนุมัติภาพยนตร์เรื่องใหม่ชั่วคราว เพื่อตอบโต้ญี่ปุ่น
ผลกระทบจากการที่ทางการจีนออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น China Trading Desk บริษัทวิจัยการตลาดประเมินเมื่อกลางธันวาคมว่า ญี่ปุ่นอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (37.7 หมื่นล้านบาท) ในระหว่างนี้จนถึงสิ้นปี 2025 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากจีนยกเลิกการเดินทาง
ประมาณ 30% ของการเดินทางไปยังญี่ปุ่นจากจีน ซึ่งมีทั้งหมด 1.44 ล้านครั้งที่วางแผนไว้จนถึงสิ้นเดือนธันวาคมปี 2025 ถูกยกเลิกนับตั้งแต่คำแนะเลี่ยงการเดินทาง และคาดว่าจะส่งผลกระทบลากยาวไปจนถึงตรุษจีนที่จะถึงนี้
ในเดือนพฤศจิกายน 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นชะลอตัวลง สู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบสี่ปี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นเพียง 3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 562,600 คน
จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยการนำเข้าและส่งออกระหว่างสองประเทศคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดรวมในปี 2024 ตามข้อมูลศุลกากรของญี่ปุ่น แม้ว่าในขณะนี้จีนจะไม่ได้ใช้สินค้าส่งออกที่สำคัญบางอย่าง เช่น แร่หายาก เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ แต่การเอาคืนทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากจีนก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้
เมื่อย้อนกลับไป ตามข้อมูลของกรมศุลกากรจีนแสดงว่า การนำเข้าอาหารทะเลของจีนจากญี่ปุ่นลดลงอย่างมากตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่จีนสั่งห้ามการส่งออกเนื่องจากญี่ปุ่นปล่อยน้ำบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ แม้ได้รับการรับรองจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศแล้ว แต่จีนแย้งว่าการปล่อยน้ำเสียจะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในทะเลและทำให้อาหารทะเลที่จับได้นอกชายฝั่งญี่ปุ่นไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคของมนุษย์ ต่อมาตกลงที่จะยกเลิกข้อห้ามส่วนใหญ่เมื่อต้นปี 2025 การส่งออกไปจีนก็เริ่มค่อยๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน แม้ว่าในช่วงเก้าเดือนแรกของปี การนำเข้าปลา กุ้ง และอาหารทะเลอื่นๆ มีมูลค่ารวมเพียง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17.5 ล้านบาท)
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei) ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเอาใจยุโรปและสหรัฐ ทางการปักกิ่งเตือนถึงการกลับไปสู่ ”ลัทธิทหาร” ของโตเกียว ขณะที่สื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนญี่ปุ่น
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์เมื่อ 19 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์
“ฟิลิปปินส์ยืนหยัดเคียงข้างญี่ปุ่นและพันธมิตรที่มีความคิดเดียวกันทั้งหมด ที่เลือกความโปร่งใส การยับยั้งชั่งใจ และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่าการข่มขู่และการยั่วยุ” ฟิลิปปินส์ระบุ
หนังสือพิมพ์ Kompas สื่อใหญ่ของอินโดนีเซียรายงานความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของอินโดนีเซีย
สันติภาพเปราะบางไทย-กัมพูชา :
เมื่อ 31 ธันวาคม 2025 ไทยปล่อยทหารกัมพูชา 18 คน ภายหลังการหยุดยิงต่อเนื่องนาน 72 ชั่วโมงตามที่ได้ตกลงกับฝ่ายกัมพูชา เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม หรือปฏิญญาสู่สันติภาพ (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทางด้านสำนักข่าวท้องถิ่นกัมพูชารายงานข่าวการปล่อยตัว หลังจากการควบคุมตัวนาน 155 วัน ทหารได้รับการยกย่อง เดินทางกลับมาตุภูมิเยี่ยงวีรบุรุษ
ประชาคมระหว่างประเทศร่วมถึงสหรัฐ จีน อาเซียน กาชาดสากล (ICRC) ยินดีต่อพัฒนาการนี้ โดย ICRC มองว่า นับเป็นก้าวสำคัญในการแปลงพันธสัญญาที่ระบุไว้ในแถลงร่วมให้เป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐในฐานะผู้ประสานงานได้ขู่ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อแลกกับการยุติสู้รบ แม้มีการขู่ซ้ำๆ แต่อย่างที่ทราบข้อตกลงหยุดยิงล่ม ต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันไปมาเกี่ยวกับว่าใครเปิดฉากยิงก่อนจนกระทั่งสามารถฟื้นคืนข้อตกลงได้อีกครั้ง
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ประสานงานเพื่อยุติความขัดแย้งส่งไม้ต่อให้ฟิลิปปินส์ ชาติพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (MNNA) ของสหรัฐ และกำลังพิพาทในประเด็นทะเลจีนใต้กับจีน ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2026
การส่งแรงงานชาวกัมพูชากลับบ้านจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยในระยะสั้น แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานในระยะยาวในกัมพูชา แรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 400,000 คนกลับบ้านตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นและไม่ได้กลับมาอีก ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ในทำนองเดียวกัน การค้าข้ามพรมแดนและการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในจังหวัดตราด จากข้อมูลของ Observer of Economic Complexity (OEC) ระบุว่า การค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 250,000 ล้านบาท) ยังไม่แน่ชัดว่าผลกระทบเหล่านี้จะคงอยู่นานแค่ไหนในระยะยาว
การท่องเที่ยวระหว่างไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดนหยุดชะงักชั่วคราว โรงแรมและธุรกิจในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วกำลังรู้สึกถึงการหยุดชะงักงันของการท่องเที่ยวและธุรกิจขนส่งข้ามพรมแดน วิธีเดียวที่จะเดินทางระหว่างกัมพูชาและไทยได้คือโดยเครื่องบินจากเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ และเสียมเรียบ
สถิติจากอังกอร์เอ็นเตอร์ไพรส์ (Angkor Enterprise) หน่วยงานที่รับผิดชอบการขายตั๋วเข้าชมอังกอร์วัดและวัดโบราณอื่นๆ ของกัมพูชา ชี้ให้เห็นถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ความตึงเครียดปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024
ทั่วประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่ข้ามพรมแดนมาเล่นการพนันในคาสิโนของกัมพูชา ลดลง 34% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เดวิด แคมรูซ์ (David Camroux) นักวิจัยอาวุโสและศาสตราจารย์พิเศษประจำศูนย์นานาชาติศึกษา จากมหาวิทยาลัย Sciences Po สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านรัฐศาสตร์ของโลกในฝรั่งเศสกล่าวกับ FRANCE 24 ว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องดินแดนเป็นหลัก แต่เกิดจากการคำนวณผลได้-เสียทางการเมืองจากทั้งในกรุงเทพฯ และพนมเปญเสียมากกว่า
การเลือกตั้งในไทยอาจทำให้ความขัดแย้งปะทุอีกรอบ เมื่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีชูชาตินิยมในการหาคะแนนเสียงสนับสนุน ในขณะที่ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ต้องการที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับศูนย์กลางสแกมเมอร์ในประเทศที่โยงใยพรรคและครอบครัว
แคมรูซ์เตือนว่า ทั้งสองประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยแรงงานชาวกัมพูชากำลังเดินทางกลับบ้าน ไทยสูญเสียแรงงานสำคัญ และนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง
“นี่เป็นสงครามที่โง่เขลามาก” แคมรูซ์กล่าว เพราะผู้นำของทั้งสองประเทศกำลังเสียสละเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
เขากล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาอย่างสันติจะต้องอาศัยการไกล่เกลี่ยโดยอาเซียน พร้อมด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจากฝรั่งเศสและพันธมิตรตะวันตกอื่นๆ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำทางการเมืองทั้งสองเลือกที่จะแสวงหาสันติภาพก่อน
เลือกตั้งเมียนมา ไม่มีลุ้น :
เมียนมา ชาติเพื่อนบ้านของไทยที่มีพรมแดนติดกันกว่า 2,000 กิโลเมตร รัฐบาลทหารกำลังจัดการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจในปี 2021
พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party:USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพหนุนหลังอ้างว่าได้คะแนนนำอย่างท่วมท้นในรอบแรกของการเลือกตั้งเมื่อ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้ประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพี (AP) ว่า พรรคได้รับ 88 ที่นั่งจากทั้งหมด 102 ที่นั่งในสภาล่างที่แข่งขันกันในรอบแรก
การลงคะแนนเสียงมี 3 รอบเนื่องจากยังสู้รบกันอยู่ โดยรอบแรกจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา ใน 102 เมืองจากทั้งหมด 330 เมือง รอบที่เหลือจะจัดขึ้นในวันที่ 11 มกราคมและ 25 มกราคม ตามลำดับ แต่ 65 เมืองจะไม่เข้าร่วมเนื่องจากการสู้รบ
เมียนมามีสภานิติบัญญัติแห่งชาติสองสภา รวมทั้งหมด 664 ที่นั่ง พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาสามารถเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งสามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้ว กองทัพจะได้รับที่นั่ง 25% ในแต่ละสภาโดยอัตโนมัติ
แต่เกือบห้าปีหลังจากที่กองทัพยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร โค่นล้มและจำคุกออง ซาน ซู จี ผู้นำในทางปฏิบัติในขณะนั้น ชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นกลับไม่มั่นคงเลย การเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจ ซึ่งรัฐบาลทหารอ้างว่าเป็นเส้นทางกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและความมั่นคง แต่สหประชาชาติและรัฐบาลตะวันตกเรียกกระบวนการนี้ ว่าเป็นการหลอกลวง
เดอะ การ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีสาเหตุมาจากการล่มสลายของค่าเงินจ๊าด ซึ่งลดลงถึง 80% นับตั้งแต่การรัฐประหาร
ตั้งแต่ปี 2020 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 9% ตามรายงานของสหประชาชาติ กลายเป็นตรงข้ามกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลที่ประเทศเคยทำไว้ในช่วงทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
ร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เมียนมาประสบในช่วง 10 ปีนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในย่างกุ้ง เมื่อประเทศเปิดรับโลกภายนอก การลงทุนจากต่างประเทศก็หลั่งไหลเข้ามา คอนโดมิเนียม โรงแรมหรู และห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการในเมือง อัตราความยากจนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจาก 48.2% ในปี 2005 เหลือ 24.8% ในปี 2017 ตามรายงานของธนาคารโลก
ปัจจุบัน ธุรกิจต่างชาติจำนวนมากได้ถอนตัวออกจากประเทศ และนักท่องเที่ยวก็หายไป ที่ตลาดโบจ็อก ออง ซาน กระเป๋าผ้าทอและผ้าทอแบบดั้งเดิมแขวนอยู่ตามแผงลอย เครื่องประดับและของที่ระลึกไม้แกะสลักวางเรียงรายอยู่ เจ้าของร้านคนหนึ่งกล่าว โดยไม่เปิดชื่อด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยกล่าวว่า เมื่อก่อนทางเดินในร้านจะเต็มไปด้วยนักเดินทางจากทั่วโลก แต่ปัจจุบันธุรกิจซบเซาลง
ตามรายงานของรัฐบาลทหาร มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 52% ในรอบแรกที่ผ่านมา เทียบกับประมาณ 70% ในการเลือกตั้งปี 2020 และ 2015 ในบางพื้นที่ คนออกมาลงคะแนนเสียงด้วยความกลัว วิตกกังวลว่าตนเองอาจถูกจำคุกหากไม่มาโหวต สาเหตุหลักของการลดลงมาจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ทำให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจำนวนมากต้องพลัดถิ่นฐาน และข้อจำกัดในการเลือกตั้งในพื้นที่ความขัดแย้ง
ในขณะที่มีผู้สมัครมากกว่า 4,800 คนจาก 57 พรรคการเมืองแข่งขันกันเพื่อชิงที่นั่งในสภานิติบัญญัติระดับชาติและระดับภูมิภาค มีเพียง 6 พรรคการเมืองเท่านั้นที่แข่งขันกัน พรรค USDP เป็นพรรคที่มีโอกาสชนะมากที่สุด
กลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มฝ่ายค้านกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรี ไม่ยุติธรรม และอำนาจน่าจะยังคงอยู่ในมือของผู้นำทางทหาร พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้นำการยึดอำนาจของกองทัพในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของออง ซาน ซู จี และขัดขวางไม่ให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของเธอได้จัดตั้งรัฐบาลสมัยที่สอง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 2 มกราคม 2569

