เขย่าเกมพลังงานโลก 2026 สะเทือนไทย-กำลังซื้อทรุด เตือนธุรกิจตุนสภาพคล่อง
สหรัฐเปิดปฏิบัติการเขย่าโลก 2026 บุกเวเนซุเอลา จับตาเกมเขย่า "พลังงานโลก" เติมเชื้อไฟปัจจัยเสี่ยง-ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก ดร.อมรเทพ-CIMB ชี้ส่งผลสะทือนถึง ศก.ไทย รัฐบาลใหม่เตรียมรับมือโจทย์ปี’69 กำลังซื้อทรุดหนัก บริโภคโตต่ำกว่าจีดีพี ปัจจัยเสี่ยงทั้งในและ ตปท.รุมกระหน่ำ เตือนภาคธุรกิจตุนสภาพคล่องอย่างน้อย 6 เดือน จับตา “ราคาทองขึ้น-น้ำมันลง” กดดันค่าบาท หอการค้าฯรับเพิ่มความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย กกร.นัดประชุม 7 ม.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดปฏิบัติการเขย่าโลกรับปี 2026 บุกประเทศเวเนซุเอลา พร้อมจับตัวผู้นำเผด็จการ นิโคลัส มาดูโร และภรรยา มาขึ้นศาลที่สหรัฐ กลายเป็นการจุดชนวนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ฝั่งละตินอเมริกา ทำให้เกมของประเทศมหาอำนาจระอุขึ้น พร้อมกับเป้าหมายชัดเจนของสหรัฐในการเข้าคุมแหล่งน้ำมันดิบสำรอง ซึ่งเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก มากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล และอาจเป็นการเขย่ากระดาน “เกมพลังงานโลก” ครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกและคนไทย
เติมเชื้อไฟความไม่แน่นอน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ที่สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศเวเนซุเอลามองว่า สร้างความไม่แน่นอนสูงต่อเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการขยายวงกว้างไปประเทศอื่นหรือไม่ เช่น โคลอมเบีย หรืออเมริกาใต้ หรือความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ดี เบื้องต้นมองสมมุติฐานภายใต้ฉากทัศน์ จะไม่มีการตอบโต้หรือขยายความรุนแรง แต่สหรัฐจะเข้าดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน จะมีผลกระทบต่อไทย 3-4 เรื่อง ที่จะต้องติดตามในระยะปานกลางภายใน 12 เดือน คือ 1.ราคาน้ำมัน จากสถานการณ์มีความเป็นห่วงราคาน้ำมันจะย่อลงค่อนข้างเร็ว ซึ่งจะซ้ำรอยในเหตุการณ์ปี 2557 กลุ่มซาอุดีอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด เนื่องจากคาดการณ์ว่าสหรัฐจะมีการผลิตน้ำมันเพิ่ม
เขย่าเกมพลังงานโลก :
ดร.อเมรเทพกล่าวว่า คาดว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สหรัฐจะมีการปรับโครงสร้างการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีการสำรองน้ำมันใหญ่มากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากไม่ได้มีการลงทุนพัฒนา ซึ่งคาดว่ากว่าสหรัฐจะเข้ามาดำเนินการหรือลงทุนน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยอาจจะเห็นกลุ่มประเทศซาอุดีอาระเบียเข้ามาเร่งการผลิตเพิ่มเติม อาจส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้นแบบถาวร ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดปรับลดลง
ซึ่งคาดว่าปี 2569 ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากมีการแข่งขันการผลิตน้ำมันสูงอาจเห็นราคาลงมาถึง 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2557 (2014) เป็นการเปิดศึกราคาน้ำมันผลิตแข่งเพื่อบีบให้คู่แข่งอยู่ไม่ได้
ประเด็นที่ 2 คือ ค่าเงินบาท ระยะกลางอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าตามการนำเข้าที่ลดลง ภายใต้ราคาน้ำมันดิ่งลงค่อนข้างเร็ว ทำให้เงินเฟ้อต่ำ เงินบาทแข็ง ซึ่งจะเป็นโจทย์บีบคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งปัจจุบันขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ค่อนข้างจำกัด ส่วนโอกาสจะหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้หากราคาน้ำมันดิ่งลงเร็ว ซึ่งยังคงต้องติดตาม แต่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และให้การเคลื่อนไหวเป็นไปตามภูมิภาค
“โดย กนง.คงพิจารณาประเด็นที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมครั้งแรก 25 กุมภาพันธ์ 2569 แต่จากการส่งสัญญาณชัดในรอบการประชุมครั้งล่าสุด สะท้อนความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยที่สอดคล้องความเป็นจริงมากขึ้น ในเรื่องของความเสี่ยงเศรษฐกิจเปราะบาง ความเสี่ยงทางด้านการคลัง และความเสี่ยงทางด้านต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะช่วยลดภาระหนี้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นในการดำเนินนโยบาย หากในสถานการณ์ที่ตลาดโลกย่ำแย่ หรือการเลือกตั้งล่าช้าและกระทบงบประมาณปี 2570”
กำลังซื้อทรุด “ต่ำกว่าจีดีพี” :
นอกจากนี้ ประเด็น 3.โจทย์กำลังซื้อท้าทายมากขึ้น เพราะจะเริ่มเห็นการบริโภคต่ำกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาการบริโภคจะโตกว่าการเติบโตจีดีพี แต่ปีนี้จากสถานการณ์นโยบายการค้า การท่องเที่ยวอ่อนแอ แม้จะฟื้นตัวแต่ไม่ได้เร่งแรง การใช้จ่ายชะลอลงหลังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ โดยเฉพาะกำลังซื้อในต่างจังหวัด โดยภาพรวมมีความเป็นห่วงเรื่องกำลังซื้ออ่อนแอลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
“ตอนนี้เรายังให้มุมมองในฉากทัศน์แรกที่ไม่มีการตอบโต้ หรือโจมตีประเทศอื่นต่อ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะมีความไม่แน่นอนสูง เพราะเราไม่รู้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินการอะไร แต่หากเขาไปดำเนินการเรื่องของน้ำมัน ก็คงมีผลกระทบผ่านราคาน้ำมัน ค่าเงิน เพราะเป็นเรื่องของ Geopolitics จึงมองว่าหลังเลือกตั้งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งหานโยบายในการรับมือ เพราะมีทั้งโจทย์ในประเทศและต่างประเทศ มีผลต่อทั้งกำลังซื้ออ่อนแอ ศึกสงครามการค้า การลงทุน ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงต่อเศรษฐกิจไทย”
เตือนตุนสภาพคล่อง-เพื่ออยู่รอด :
ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า ในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง “การรักษาสภาพคล่อง” จึงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเป็นช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอ ยอดขายและคำสั่งซื้อปรับลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอน ซึ่งไม่อยากเห็นธุรกิจเกิดการล้มละลาย จึงจำเป็นต้องรักษาสภาพคล่อง เพื่อเป็นกระแสเงินหมุนเวียนในธุรกิจ เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน ลดรายจ่ายไม่จำเป็น เก็บเงินสด และหากใครที่มีศักยภาพในการกู้ยืมสามารถกู้ยืมตุนสภาพคล่องไว้ เพราะไม่มีความแน่นอน
หากมีสภาพคล่องสามารถช่วยยืดธุรกิจหรือความอยู่รอดได้ รวมถึงในส่วนของบุคคล จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดประมาณ 6-12 เดือน หรืออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในช่วงนี้
“ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง มองว่าการรักษาสภาพคล่องเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้หยุดใช้จ่าย แต่เป็นการตุนสภาพคล่องไว้ใช้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยเรามีกระแสเงินสดก็ช่วยเราให้อยู่รอด หรือยืดไปได้อีกหน่อย”
สภาพัฒน์จับตา “เกมจีน” :
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เนื่องจากประเทศไทยอยู่ไกลจากเวเนซุเอลามาก และราคาน้ำมันตลาดโลกก็ไม่ได้พุ่งขึ้นมาก ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยคงไม่มีอะไรมาก แต่ในระยะยาวต้องรอดูว่า มหาอำนาจอีกฝั่งจะมีการทำอะไรหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ และการแสวงหาหรือเข้าไปคุมทรัพยากรน้ำมันของทางสหรัฐ
“ระยะสั้นคงยังไม่เห็นผลอะไรมาก ค่าเงินดอลลาร์ก็แข็งขึ้นมา ส่วนค่าเงินบาทก็อ่อน ตรงนี้น่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว ส่วนระยะยาวก็ยังไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรกัน เพราะเวเนซุเอลาก็ตกเป็นเป้าหมายมาเกือบตลอดปีที่แล้ว สิ่งที่ไม่รู้คือ จีน จะทำอะไรต่อ จะเดินเกมยังไง รวมถึงรัสเซีย ที่อยู่ในกลุ่ม BRICS ด้วยกัน เรื่องนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อ แต่คงไม่น่าจะเกิดผลกระทบอะไรรุนแรง แต่ที่ต้องจับตามากกว่าคือ กรีนแลนด์ หากสหรัฐเข้าไปยึดจริง จะเป็นชนวนมากกว่า รวมถึงกรณีไต้หวันที่น่ากังวลกว่า หากมีการสู้รบขึ้นมา ซึ่งเราจะถูกบีบให้เลือกข้างมากขึ้น”
ทองคำขึ้น-น้ำมันลง กดดันค่าบาท :
ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบหลัก ๆ ที่มีต่อไทยจากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา จะผ่านราคาทองและราคาน้ำมัน โดยในระยะสั้นเมื่อมีความไม่แน่นอน จะเห็นกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งค่าจากราคาทอง และอีกด้าน ราคาน้ำมัน จากเดิมประเทศเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันออกมาค่อนข้างน้อย หลังจากโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาหลายปี ดังนั้น เมื่อสหรัฐเข้าไปและกดดันสามารถผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นได้ จะมีผลต่อราคาน้ำมันในระยะกลาง-ยาว ทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จากแนวโน้มเดิมก็ลดลงอยู่แล้ว ก็จะเห็นการปรับลดลงมาได้อีก
ผลกระทบทั้ง 2 ด้าน ราคาทองคำขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และราคาน้ำมันลง ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก เพราะไทยมีการนำเข้าน้ำมันค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักที่ไทยน่าได้รับผลกระทบ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะสหรัฐระบุวัตถุประสงค์การเข้าไปในครั้งนี้ จะเข้าไปทำธุรกิจในเวเนซุเอลา แต่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ยังไม่มีรายละเอียด อาจจะยืดเยื้อกว่าที่คาด
“โดยรวมยังไม่น่าจะมีอะไรน่ากังวล แต่มีเรื่องผ่านราคาสินทรัพย์ ทอง น้ำมัน และกดดันมายังเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นผ่านภาคการส่งออก”
โลกป่วนหนุน “ทอง-คริปโต” พุ่ง :
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบวกต่อสินทรัพย์ทางเลือก คือ ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากปัจจัยหนุนมีทั้งแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านสงครามที่ดำรงอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ เมื่อเกิดความตึงเครียดเพิ่มเติมยิ่งเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงขึ้นไปอีก
“สินทรัพย์ทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ทั้งหมด นอกจากทองคำแล้ว ยังรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีด้วย ส่วนมุมมองต่อน้ำมันยังไม่สดใส โดยมองว่าสุดท้ายสหรัฐจะพยายามเข้าไปเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลา แม้ระยะสั้นอาจยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่ในระยะยาวมีโอกาสสูงที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐ เช่น Chevron และ Exxon Mobil จะเข้าไปลงทุน ซึ่งหมายถึงซัพพลายน้ำมันในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันโดยรวมยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือประวัติศาสตร์การแทรกแซงของสหรัฐ ที่ไม่เคยนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ง่ายและรวดเร็ว ดังเช่นกรณีอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งอาจสร้างความซับซ้อนและแรงกดดันให้ภูมิภาคอเมริกาใต้ และละตินอเมริกาตื่นตัวมากขึ้น
ค่าเงินกระสุนนัดที่ 3 ของสหรัฐ :
นายชยนนท์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ฟินโนมีนาเคยมองว่า สินค้าโภคภัณฑ์จากอเมริกาใต้มีปัจจัยบวก จากอิทธิพลของ Soft Commodities ในปีนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มุมมองเริ่มไม่แน่ชัด โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาขู่ต่อว่า เม็กซิโกและคิวบาอาจเป็นรายถัดไป ส่งสัญญาณว่างบประมาณด้านกลาโหมของหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น Boeing, Airbus และ Lockheed Martin ตามอุณหภูมิความตึงเครียดของโลกที่สูงขึ้น
“สิ่งที่สหรัฐกำลังทำตอนนี้ มุมหนึ่งก็คือเป้าหมายหลัก ทำให้เห็นว่ากำลังทางการทหาร กับในทางการลับที่ CIA เข้าสอดแนมไปตัดไฟก่อน ถึงขั้นรู้ที่อยู่ของประธานาธิบดีมาดูโร ว่าอยู่ตรงไหน แล้วก็ถล่มภายใน 1-2 ชั่วโมง จนจับตัวได้ แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของสหรัฐ อีกอย่างคือได้คลังสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม OPEC รวมถึงเวเนซุเอลา มีทองคำที่ฝากลอนดอนเยอะมาก ก็ไปยึดมาได้”
นอกจากนี้ สหรัฐยังเผชิญกับความพยายาม Dedollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์จากประเทศที่ไม่เป็นมิตร เช่น จีน ที่เพิ่มการถือครองทองคำ ดังนั้นการได้เวเนซุเอลามาอยู่ในอิทธิพล แม้จะอ้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติอาจกลายเป็นรัฐที่มีสหรัฐอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะทำให้เวเนซุเอลาเป็นตัวดูดซับดอลลาร์แทนประเทศที่ทยอยขายดอลลาร์ โดยเฉพาะการค้าขายน้ำมันที่ยังต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก นับเป็นกระสุนนัดที่ 3 ที่สหรัฐได้รับจากสถานการณ์นี้
จับตาสถานการณ์จีน-ไต้หวัน :
นายชยนนท์กล่าวด้วยว่า ในมุมภูมิรัฐศาสตร์แรงกดดันต่อจีนอาจเพิ่มความเสี่ยงการบุกไต้หวัน หากจีนไม่มีทางเลือกหรือถูกสหรัฐบีบมากเกินไป และในสถานการณ์เช่นนั้น สหรัฐอาจไม่สามารถประณามจีนได้เต็มที่ ส่งผลให้ความเสี่ยงดังกล่าวอาจร่นระยะเวลามาเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้
“จะเกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นในกลุ่ม BRICS และ South World เพราะเห็นแล้วว่าเรื่องกฎบัตรสหประชาชาติต่าง ๆ สหรัฐไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น ถ้าตราบที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อเขา ตรงนี้เป็นความเสี่ยงต่อประเทศที่ไม่ได้โปรสหรัฐมาก่อน หรือประเทศที่ไม่ได้เข้าข้างสหรัฐ หรืออยู่ข้างจีนและรัสเซียจะเกาะกลุ่มกันแน่นมากขึ้น แล้วจะไปแข่งกันเรื่องเดิมคือทำให้อาวุธของตัวเองมีศักยภาพสูงสุดอย่าง AI และเทคโนโลยี”
กกร.นัดประชุม 7 มกราฯ :
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มกราคม 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย จะมีการจัดประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เพื่อประเมินการเติบโตเศรษฐกิจ การส่งออกไทย โดยจะมีการนำปัจจัยสถานการณ์ต่าง ๆ เข้ามาประเมินผลกระทบ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกในตอนนี้ยังคงมีความเปราะบาง และเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายด้าน กรณีเวเนซุเอลา หอการค้าฯมองว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยคงไม่สูงมาก เนื่องจากไทยมีการส่งออกไม่มาก
แต่ผลกระทบทางอ้อมที่น่าห่วง คือ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศรวมถึงไทย ซึ่งจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดเงินระหว่างประเทศ และการเตรียมมาตรการรองรับจากผลกระทบที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น ต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคละตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนไทยหวังว่า ทุกฝ่ายจะใช้ความยับยั้งชั่งใจ และมุ่งแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสันติภายใต้กติกาสากล เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่น การค้า การลงทุน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
“อรรถพล” ยันราคาน้ำมันยังไม่ขึ้น :
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน ภายหลังเกิดกรณีสหรัฐอเมริกาบุกยึดเวเนซุเอลาว่า ต้องจับตา เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบได้ทั้งในแง่บวกและลบ ในส่วนเวเนซุเอลาขณะนี้ยังไม่ถึงกับทําให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และสหรัฐเข้าไปบริหารจัดการเรื่องน้ำมันสํารองของเวเนซุเอลาได้ดี
ส่วนกรณีท่าทีของสหรัฐที่จะขยายพื้นที่บุกยึดนั้นคงต้องจับตา เนื่องจากมีเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน และมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันของไทยหรือไม่ แต่ขอให้สบายใจว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน
ขณะที่รายงานแวดวงการพลังงานระบุว่า แม้เวเนซุเอลาจะมีแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันหนัก (Heavy Oil) ซึ่งกลั่นยาก มีความหนืดสูง และใช้ต้นทุนสูงในการกลั่น ผลผลิตที่ได้คือ น้ำมันเตา แอสฟัลต์ ขณะที่การบริโภคส่วนใหญ่ของโลกจะเป็นน้ำมันเบา (Light Oil) ดังนั้นมองว่าการบุกยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐ จึงไม่ค่อยส่งผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดน้ำมันโลก
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ลุกลามบานปลาย กล่าวคือ สหรัฐมีการขยายพื้นที่บุกยึดเพิ่ม เช่น กรีนแลนด์ โคลอมเบีย หรือคิวบา ก็อาจทำให้ราคาพลังงานผันผวน โดยเฉพาะค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ค่าขนส่ง และค่าการกลั่นสูงขึ้นได้ ดังนั้นคงต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อสังหาฯห่วงต้นทุนพุ่ง :
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตาและน่ากังวล หากการเข้าแทรกแซงของสหรัฐสามารถคุมแหล่งผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาได้ จะทำให้สหรัฐเป็นเจ้าตลาดพลังงานที่สามารถควบคุมราคาได้ อาจส่งผลกระทบภาคอสังหาฯไทย 2 ด้าน
ด้านแรก คือ ค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ผันผวน จากปกติต้นทุนก่อสร้างบ้านอยู่ที่ 15,000 บาทต่อ ตร.ม. คิดเป็นต้นทุนขนส่ง 5% หรือ 750 บาทต่อ ตร.ม. หากราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ก็จะกระทบต้นทุนขนส่งวัสดุก่อสร้าง อีกด้านคือค่าไฟฟ้า หากราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้นจะกระทบราคาไฟฟ้าในประเทศไทย
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า เอฟเฟ็กต์จีโอโพลิติกเดือดรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดอสังหาฯไทย แต่โดยอ้อมส่งผลกระทบเต็ม ๆ ต่อเศรษฐกิจโลก และส่งต่อมายังเศรษฐกิจไทยด้วย สำหรับตลาดอสังหาฯไทยในปีนี้ ยังซึมต่อเนื่องจากปี 2568 คาดว่าจะซึมยาวไปถึงปี 2570 ปัญหาใหญ่คือสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวดอย่างต่อเนื่องทั้งผู้ซื้อและผู้พัฒนาโครงการ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 7 มกราคม 2569

