ธปท.ห่วงวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เขย่าการค้าและการลงทุนไทย
KEY POINTS :
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนทั่วโลก สร้างความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยคาดว่า จะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในช่วง 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยภายนอกและปัญหาการส่งออกที่ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักได้เหมือนเดิม
ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1.25% แต่ยังคงมีพื้นที่ทางการเงินในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนและกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากสหรัฐฯได้เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัสมาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาว่า
ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบที่จะตาม การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่เคยประนีประนอมกันจะยังเหมือนเดิมหรือไม่
นายปิติกล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ย่อมกระทบต่อการค้า การลงทุนที่ต้องชะลอลง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมคือ อีกไม่นานจะมีการเปลี่ยนแปลงประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยและน่าจะส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนทางการเงิน ดังนั้น สหรัฐฯจึงมีบทบาทสำคัญต่อทุกๆมิติ
“เหตุการณ์สหรัฐฯกับเวเนซุเอลาเกิดขึ้นหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จึงไม่ได้มีมุมมองในเรื่องนี้"
ทั้งนี้ หากมองย้อนไปต้องปีที่แล้ว โลกก็ถูกเขย่าด้วย นโยบายการค้า และปีนี้ก็มาถูกเขย่าด้วยนโยบายทางทหารที่จะก่อให้เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ตามมา และปลายปีจนถึงต้นปีหน้า เรายังถูกเขย่าด้วยนโยบายการเงินอีกด้วย ซึ่งแต่ละเรื่องมีผลเยอะ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในระยะ 2 ปีข้างหน้า โดยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% และมองไปข้างหน้าจะโตเพียง 2% เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะเจอแรงต้านทั้งปัญหาวัฎจักรที่เป็นเรื่องระยะสั้นและปัญหาโครงสร้าง ที่ต้องใช้เวลา
สำหรับปัญหาระยะสั้น ที่เป็นปัญหาภายนอกและไม่สามารถใช้นโยบายการเงินดูแลได้ อย่างปัญหาการส่งออกของไทย ที่ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตได้เหมือนในเดิม เนื่องจาก สินค้าส่งออกของไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
โดยสัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของไทยอยู่ที่เพียง 17.2% ขณะที่ประเทศอย่างไต้หวันสูงถึง 73.8% หรือฟิลิปปินส์อยู่ที่ 53.5% ขณะที่ภาคการผลิตไทยยังเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และส่วนหนึ่งยังมาจากฐานที่สูงในปีก่อนด้วย
นอกจากนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยมีแนวโน้มลดลง ลดลงจากความกังวลความไม่ปลอดภัยและผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญในเอเชียอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและสูงกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวที่เคยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง 40 ล้านคน แต่หลังโควิดเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ ก่อนจะค่อยๆเพิ่มเป็น 35-36 ล้านคน ซึ่งใกล้กับจำนวนที่เคยสูงสุด จึงทำให้อัตราการขยายตัวลดลง
ขณะเดียวกันปีนี้ ยังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อขยวนการจัดทำงบประมาณประจำปี 2570 ที่จะต้องล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส โดยคาดว่าน่าจะสามารถประกาศใช้งบประมาณได้ในไตรมาสแรกปี 2570 ทำให้ช่วงไตรมาส 4 ปีแรงกระตุ้นจากงบประมาณภาครัฐจะหายไป ทำให้การบริโภคชะลอไปด้วย
ส่วนแรงต้านเชิงโครงสร้าง ทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 อยู่ที่ 63.2% และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 65.1% ในปี 2568 ที่น่ากังวลคือตัวเลขประมาณการในอนาคตที่ชี้ว่า หนี้สาธารณะจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 69.8% ในปี 2571 ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และเป็นตัวแปรหลักที่กดดันการบริโภคภาคเอกชนให้มีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.9% ในปี 2569 แม้ที่ผ่านมาจะเริ่มมีการปรับลดสัดส่วนหนี้ลงบ้าง (Deleveraging) แต่ยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก
ขณะที่สินเชื่อในระบบยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลเรื่อง ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า การปรับดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือการเข้าไม่ถึงสินเชื่อเฉพาะจุดได้ แต่กนง.เองได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาจนถึงระดับ 1.25% ทำให้มีพื้นที่ทางการเงินหรือ Policy Space เหลือน้อย แต่ไมได้หมายความว่าจะลดดอกเบี้ยอีกไม่ได้ หากมีความไม่แน่นอนสูงและจำเป็นก็ยังสามารถทำได้”นายปิติกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 7 มกราคม 2569

