เอสเอ็มอี ผวาจีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียน ดันศก.ใหม่สู้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ มุ่งเพิ่มรายได้ กระจายเสี่ยง เลี่ยงทุนเทา
เอสเอ็มอี ผวาจีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียน จี้รื้อโครงสร้าง-ดันศก.ใหม่สู้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ มุ่งเป้า เพิ่มรายได้ กระจายเสี่ยง เลี่ยงทุนเทา แข่งขันเวทีโลก
เมื่อวันที่ 10 มกราคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (SME) เปิดเผยว่า การขยายตัวเศรษฐกิจสำคัญในอาเซียนในช่วงไตรมาส 1/2566 ถึงไตรมาส 2/2568 เวียดนามครองอันดับ 1 ในภูมิภาค มีอัตราขยายตัวต่อเนื่องในทุกไตรมาสราวร้อยละ 5.0-8.0 ขณะที่ไทยรั้งท้ายอันดับ 6 จาก 10 ประเทศอาเซียน มีการขยายตัวจีดีพีต่ำที่สุดเพียงราว 1.5-3.1 ต่อไตรมาส สะท้อนสัญญาณความท้าทายเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เศรษฐกิจการปรับเปลี่ยนนโยบาย กฎหมาย กลไกต่างๆ ของภาครัฐเป็นไปด้วยความพยายามที่ขาดความรวดเร็วให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
นายแสงชัย กล่าวว่า เราไม่ได้แข่งประเทศอื่นๆ แต่กำลังต้องทบทวนผลงานที่ผ่านมาของประเทศ รู้ปัญหา นโยบาย ใช่ แต่กลไกต้องตระหนักต่อความเร่งด่วน ไม่ยึดติดภาพจำความสำเร็จเก่า ไม่พึงพอใจกับสิ่งเดิม ไม่บอกทำแล้ว ทำอยู่ แต่ไปต่ออย่างเชื่องช้า แต่เราจะต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนขับเคลื่อนปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ขนาดเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวของประชากร หากไทยเปรียบเทียบกับเวียดนามยังเป็นต่อ แต่หากขาดการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์แบบเจาะลึกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงเปรียบเทียบระหว่างประเทศ และในอาเซียน หรือในระดับโลก ประเทศไทยจะเข้าสู่ประเทศรั้งท้ายอาเซียนและโลก สิ่งที่จำเป็นคือ การมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์พร้อมกับแผนปฏิบัติการ การลงมือทำที่ตอบรับเศรษฐกิจใหม่ร่วมมือกันทุกภาคส่วน
นายแสงชัยกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงในเวทีโลก ไทยควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ มุ่งเป้า เพิ่มรายได้ กระจายเสี่ยง เลี่ยงทุนเทา พึ่งพาตนเอง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน สิ่งที่ประเทศไทยมีคือ เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ต้องมีกลยุทธ์การตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและประเทศอู่ข้าวอู่น้ำของโลกที่มีขีดความสามารถในการเป็นห่วงโซ่คุณค่าของโลกด้านอาหารที่มีบทบาทความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร
นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ การมองเห็นคุณค่าของประเทศและนำมาปักหมุดยุทธศาสตร์ สร้างกลยุทธ์ที่แตกต่างอย่างมีชั้นเชิงในเวทีการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจโลก หากแต่เราเข้าใจ แต่ทำไม่ถึงพัฒนาไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เราจะนับถอยหลังขณะที่ประเทศเพื่อนๆ นับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว Quick Big Win จึงจะเกิดขึ้นอย่างแข่งขันได้ โดยมี 4 เศรษฐกิจค้ำยัน ค้ำถ่อ ให้เศรษฐกิจโลกแล่นไปข้างหน้า ได้แก่ เศรษฐกิจนวัตกรรม เศรษฐกิจสีขาว เศรษฐกิจตลาดหนึ่งเดียว และเศรษฐกิจพอเพียง
นายแสงชัย กล่าวว่า ไทยควรเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมเพื่อรับมือการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งปรับโครงสร้างจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเพิ่มมูลค่าคุณภาพและผลิตภาพ ก้าวกระโดดจากเกษตรและอาหารรูปแบบเดิมสู่เกษตรกรและ SMEs ที่เป็นผู้ประกอบการ
ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะเดียวกัน การผลักดันให้เกษตรกรและ SMEs เข้าสู่ระบบบ่มเพาะ ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ วางแผนพัฒนา ลดความเสี่ยง ยกระดับมาตรฐานสากล และสร้างวินัยทางการเงินเพื่อเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง
นายแสงชัย กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจสีขาวช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ เสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนและทำการค้ากับประเทศไทยเพิ่มขึ้น เป็นเครดิตประเทศในเวทีนานาชาติ และสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่เอื้อต่อเจรจาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม หนึ่งในกลไกสำคัญคือ นโยบายมุ่ง 5 ลด 2 เพิ่ม
เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารและการบริการภาครัฐ ได้แก่ ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย ลดกำลังคนส่วนเกิน ควบคู่กับการเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผ่านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการและประชาชน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI Blockchain เข้ามาส่งเสริมในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายแสงชัย กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ นโยบายลบเทา เติมขาวให้เต็ม มุ่งปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชั่นและทุนเทาผิดกฎหมาย การตรวจสอบและปราบปรามการฟอกเงิน ยาเสพติด สแกมเมอร์อย่างจริงจังและมีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 11 มกราคม 2569

