พิษสงครามลากยาว ฉุด 'การค้าไทย-รัสเซีย' เสียหายเกือบ 3 หมื่นล้าน
KEY POINTS :
* สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับรัสเซียลดลงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม
* โครงสร้างการค้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไทยพลิกจากที่เคยขาดดุลการค้ากับรัสเซียมาตลอด กลายเป็นเกินดุลการค้าหลังสงคราม เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าลดลงอย่างมาก
* ผู้ประกอบการไทยเผชิญอุปสรรคสำคัญในการค้ากับรัสเซีย ทั้งปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศหลังรัสเซียถูกตัดจากระบบ SWIFT ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีน
แม้รัสเซียจะไม่ใช่คู่ค้ารายใหญ่ของไทย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ยังเป็นตลาดสำคัญทั้งด้านสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน และวัตถุดิบอุตสาหกรรม การเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย จึงถูกจับตามองในฐานะความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า หลังได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2565
สงครามฉุดการค้าไทย-รัสเซียหดตัวหนัก :
จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร พบว่า ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2564 การค้าไทย-รัสเซียมีมูลค่ารวม 87,312 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 32,655 ล้านบาท นำเข้า 54,658 ล้านบาท และขาดดุลการค้า 22,003 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้นในปี 2565 (28 ก.พ. 2565) มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศลดลงทันทีเหลือ 64,557 ล้านบาท หดตัว 26.06% โดยการส่งออกของไทยลดลงถึง 37.87% เหลือ 20,288 ล้านบาท สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตร การชะงักงันของระบบการเงินระหว่างประเทศ และปัญหาการขนส่งสินค้า
แม้ในปี 2566-2568 การค้าระหว่างสองประเทศจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนสงครามได้ โดยปี 2568 มูลค่าการค้าอยู่ที่ 57,823 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2564 ถึงเกือบ 30,000 ล้านบาท หรือราว 33.8%
พลิกจากขาดดุลสู่เกินดุลการค้า :
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ โครงสร้างการค้าระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนสงคราม ไทยขาดดุลการค้ากับรัสเซียต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ขาดดุลกว่า 22,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็นเกือบ 24,000 ล้านบาทในปี 2565 แต่ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ไทยกลับมาเกินดุลการค้า โดยปี 2566 เกินดุล 4,216 ล้านบาท เพิ่มเป็น 6,155 ล้านบาทในปี 2567 และอยู่ที่ 5,852 ล้านบาทในปี 2568
สาเหตุหลักมาจากการนำเข้าจากรัสเซียที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าพลังงาน เคมีภัณฑ์ เหล็ก และวัตถุดิบอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และผลิตภัณฑ์ยางของไทยยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้
ติดหล่มชำระเงิน-โลจิสติกส์-แข่งขันจีน :
ผู้ประกอบการไทยที่ทำตลาดรัสเซียยอมรับตรงกันว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดหลังสงครามคือปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศ ภายหลังธนาคารรัสเซียหลายแห่งถูกตัดออกจากระบบ SWIFT ส่งผลให้การเปิดหนังสือค้ำประกันและการโอนเงินระหว่างประเทศทำได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าประกันภัยขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ส่งออกไทยจำนวนไม่น้อยลดบทบาทในตลาดรัสเซีย
อีกปัจจัยที่ถูกจับตามองคือการแข่งขันจากจีน ซึ่งกลายเป็นคู่ค้าหลักของรัสเซียหลังสงคราม โดยสินค้าจีนจำนวนมากเข้ามาแทนที่สินค้านำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงสินค้าไทยบางประเภท ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาและเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เข้มข้นขึ้น
ทั้งนี้ รัสเซียปัจจุบันเป็นคู่ค้าอันดับ 37 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.3% ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศ แม้จะไม่ใช่ตลาดขนาดใหญ่ แต่ยังมีศักยภาพในกลุ่มสินค้าอาหาร ยางพารา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภค
4 เดือนแรกปี 69 สัญญาณยังเปราะบาง :
ข้อมูลช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนว่าการค้าไทย-รัสเซียยังเผชิญความท้าทาย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 17,212 ล้านบาท ลดลง 24.61% การส่งออกลดลง 40.07% เหลือ 7,849 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าลดลงเพียง 3.81% อยู่ที่ 9,363 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยกลับมาขาดดุลการค้า 1,515 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าบางกลุ่มที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 1,595 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.63% เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร เพิ่มขึ้น 478.75% และผลไม้กระป๋องและแปรรูป เพิ่มขึ้น 46.88%
ด้านการนำเข้าจากรัสเซีย พบว่าถ่านหินเพิ่มขึ้น 100% สวนทางกับเคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำ เหล็ก และแร่ที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก
จับตาภารกิจ “อนุทิน” ฟื้นการค้าหลังสงคราม :
ภายใต้บริบทดังกล่าว การเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อการเปิดประตูความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งการผลักดันการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร การแก้ปัญหาช่องทางชำระเงิน การส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงไทยสู่ตลาดสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าการค้า แต่คือการลดข้อจำกัดที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยกลับมาแข่งขันในตลาดรัสเซียได้อีกครั้ง ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่มีสัญญาณยุติในเร็ววัน
ที่มา the standard
วันที่ 16 มิถุนายน 2569

