สหรัฐบุกเวเนฯกระทบ "จีน-รัสเซีย" เกมชิงอำนาจผ่าน "น้ำมัน-แรร์เอิร์ท"
นักวิเคราะห์มองสหรัฐบุกจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา หวังผลักดันจีนและรัสเซียออกจากขั้วอำนาจในละตินอเมริกา โดยเฉพาะจีนที่มีบทบาทอย่างสูงในเวเนฯและละติน เพราะเข้าไปช่วยอุ้มเวเนฯหลังถูกสหรัฐคว่ำบาตร จนกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่สุด และมูลค่าการค้าของจีน-ละตินพุ่งสูงกว่า 40 เท่าในเวลาเพียง 20 กว่าปีที่ผ่านมา คาดสหรัฐเล็งรื้อข้อตกลงน้ำมันระหว่างจีน-เวเนฯ ทำให้ทางการจีนจับตาและหาแผนรับมือ ขณะที่สหรัฐเล็งเป้ากรีนแลนด์ เพราะเป็นแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่อันดับ 8 ของโลก หวังใช้ต่อกรกับจีนที่เป็นเจ้าตลาด ส่วนรัสเซียเร่งพัฒนาแหล่งสำรองแร่หายาก เพื่อลดการพึ่งพาคู่แข่ง
“ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจการจัดสรรและช่วงชิงผลประโยชน์ของ 3 ชาติมหาอำนาจโลก สหรัฐ จีน รัสเซีย ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านน้ำมันและแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) ทรัพยากรที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลก ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ไปจนถึงขีปนาวุธ ในจุดร้อนอย่างเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์
“หลักการดอนโร” คุมพลังงาน :
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเปิดแนวรบใหม่กับจีน ด้วยการจับกุม ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ในการบุกโจมตีกรุงการากัสของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศเดียวในละตินอเมริกาที่มี “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นคง” กับจีน
ถือเป็นการเดินเกมอย่างแข็งกร้าวของสิ่งที่ทรัมป์เองเรียกว่า “หลักการดอนโร” ซึ่งเป็นการรีแบรนด์แนวนโยบายในศตวรรษที่ 19 ของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ภายใต้ “หลักการมอนโร”เกิดจากการนำชื่อของเขามาผสมกับหลักการมอนโรในอดีต เพื่อส่งสัญญาณถึงการยืนยันอำนาจเหนือกว่าของสหรัฐ ในซีกโลกตะวันตกอย่างทวีปอเมริกาอีกครั้งในศตวรรตที่ 21 ผลักดันคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียออกไป และยืนยันการควบคุมพลังงานและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
สหรัฐคว่ำบาตรเวเนฯ-จีนอุ้ม :
เดิมทีสหรัฐเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเวเนซุเอลาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่สหรัฐบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร จีนก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ปีที่แล้วนำเข้าน้ำมันประมาณ 395,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 273,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2568 ตามข้อมูลของ Kpler บริษัทข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันจากเวเนซุเอลาคิดเป็นราว 4% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีนในปี 2568
มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ NBC ว่า หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการทางทหารในกรุงการากัส คือการจำกัดการลงทุนจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา
ด้าน ไมก์ วอลซ์ ทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า จีนกำลังรุกคืบในซีกโลกตะวันตก และทวีปอเมริกาใต้ ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีต่างประเทศรูบิโอต่อต้านเรื่องนี้อย่างหนัก ทำเนียบขาวเรียกร้องให้เวเนซุเอลาลดความสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย อิหร่าน และคิวบา รวมถึงการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วย นอกเหนือจากคำพูดที่แข็งกร้าวแล้ว ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะดำเนินการอย่างไร
การค้าจีน-ละตินเพิ่มสูง :
ด้านเอนริเก ดุสเซล ปีเตอร์ส หัวหน้าศูนย์ศึกษาเม็กซิโก-จีน มหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก มองว่าสหรัฐตอบโต้อิทธิพลของจีนในภูมิภาคช้าไป 20 ปี ตั้งข้อสังเกตว่าห่วงโซ่อุปทานที่บูรณาการอย่างลึกซึ้งของจีนทั่วทั้งภูมิภาคยากที่จะแยกออกจากกันได้ นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 จีนได้เปรียบในด้านเศรษฐกิจในละตินอเมริกามาโดยตลอด
การค้าจีนกับละตินอเมริกาเพิ่มขึ้นมากกว่า 40 เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นราว 16,000 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งท้าทายอำนาจทางเศรษฐกิจที่สหรัฐครองมาอย่างยาวนานในภูมิภาคนี้ ผู้คนในภูมิภาคนี้ขับรถยนต์ BYD และใช้สมาร์ทโฟน Xiaomi มากขึ้นเรื่อย ๆ
แนวโน้มรื้อข้อตกลงจีน-เวเนฯ :
อลิเซีย การ์เซีย-เฮอร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของนาติซิส กล่าวว่า จีนเสริมสร้างสถานะของตนในฐานะเสาหลักทางยุทธศาสตร์ในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2000 โดยเป็นเจ้าหนี้และพันธมิตรหลักของเวเนซุเอลาในการรับมือกับการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ
รวมถึงกรอบการแลกเปลี่ยนน้ำมันกับเงินกู้ โดยที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา PDVSA ชำระหนี้ผ่านการส่งน้ำมันดิบระยะยาวให้กับบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC) ในเรตลดราคา บริษัทของรัฐบาลจีนอย่างซิโนเปค (Sinopec) และ CNPC ถือครองสิทธิในแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทต่างชาติ ขณะที่รายงานข่าวระบุว่าบริษัทเอกชนอย่างไชน่าคอนคอร์ดปิโตรเลียมได้รับสัญญาสำรวจและผลิตน้ำมันระยะยาว และได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มผลผลิต
“การกระทำของสหรัฐเป็นอันตรายต่อข้อตกลงเหล่านี้ เสี่ยงต่อการยึดทรัพย์ หรือการเจรจาใหม่” การ์เซีย-เฮอร์เรโรกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักอาจเป็นเพียงระยะสั้น การกำจัดอิทธิพลที่ฝังรากลึกของจีนและการยกเลิกสัญญาทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับโครงการระดับโลกของจีน ซึ่งจะกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงในอนาคตในภูมิภาคที่มีความผันผวนทางการเมือง
ขณะนี้มีรายงานว่าบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของทางการจีน นำโดย CNPC ได้ขอคำแนะนำจากรัฐบาลเกี่ยวกับวิธีการปกป้องการลงทุนในเวเนซุเอลา เนื่องจากสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนกำลังตรวจสอบเหตุการณ์เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงของบริษัท และวางแผนสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุด
กรีนแลนด์แหล่งแร่หายาก :
สงครามทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์อย่างแร่หายากกลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง เมื่อทรัมป์กลับมาพูดถึงการครอบครองกรีนแลนด์ เขตกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ที่มีแหล่งสำรองแร่หายากที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจำเป็นสำหรับทั้งสมาร์ทโฟน พลังงานสีเขียว อย่างแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง
สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ประเมินว่า ปริมาณสำรองที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงเทคนิคและเศรษฐกิจของกรีนแลนด์อยู่ที่ราว 1.5 ล้านตัน ทำให้กรีนแลนด์มีปริมาณสำรองที่ผ่านการพิสูจน์แล้วมากเป็นอันดับ 8 ของโลก หรือคิดเป็น 10% ถึง 18% ของโลก แต่รายงานบางฉบับระบุว่าเกาะนี้มีออกไซด์ของธาตุหายาก 36-42 ล้านตัน ซึ่งอาจทำให้เป็นแหล่งสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน
ปฏิบัติการล้มไพ่แรร์เอิร์ท :
เป็นที่ทราบกันว่าจีนเป็นประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในด้านการทำเหมือง การกลั่น การแปรรูป และการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนครองสัดส่วนถึง 90% ในการแปรรูป โดยสหรัฐสกัดกั้นการเข้าถึงของจีนมาโดยตลอด โดยป้องกันไม่ให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีนอย่างเซิ่งเหอ รีซอร์ซเซส (Shenghe Resources) ดำเนินโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ควาเนฟเยลด์ (Kvanefjeld) ให้เสร็จสมบูรณ์ ทั้งยังรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
ในช่วงปลายปี 2568 มีรายงานว่าสหรัฐล็อบบี้บริษัทต่าง ๆ เช่น แทนบรีซ (Tanbreez) ให้ขายสินค้าให้กับบริษัทตะวันตก แทนที่จะขายให้กับผู้ซื้อชาวจีน ซึ่งจีนมักใช้แร่หายากเป็นไพ่ใบสำคัญในการควบคุมการส่งออกและเป็นเครื่องมือต่อรองในข้อพิพาททางการค้า
แม้ว่ารัสเซียจะไม่มีโครงการเหมืองแร่โดยตรงในกรีนแลนด์ แต่กำลังเร่งพัฒนาแหล่งสำรองแร่หายากขนาดใหญ่ของตนเอง ซึ่งคาดไว้ที่ราว 28.5 ล้านตัน เพื่อลดการพึ่งพาจีนซึ่งในช่วงปลายปี 2568 ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียสั่งให้เร่งจัดทำแผนงานระยะยาวอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มการสกัดแร่หายากภายในประเทศให้เสร็จภายในปีเดียวกัน แม้รัสเซียยังคงตามหลังประเทศอื่นอยู่ แต่ก็มีปริมาณสำรองแร่หายากมากเป็นอันดับ 5 ของโลก
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 10 มกราคม 2569

