จีนเปิดเกมเศรษฐกิจปี 2026 นักลงทุนไทยควรรับมืออย่างไร
นายพุฒิเศรษฐ์ จิรพิศาลกุล ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรและพัฒนาผู้ประกอบการไทย ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน หอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “ชะลอตัวอย่างมีความเสี่ยง” องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 2.7% ลดลงจากปีก่อน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 3.2% ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีนำเข้า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน
ในภาพรวม สหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโต 2% จากแรงหนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ยุโรปชะลอลงเหลือ 1.3% เอเชียตะวันออกขยายตัว 4.4% ลดลงจากแรงเร่งส่งออกที่เริ่มหมดไป ส่วนการค้าโลกปี 2569 คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.2% สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง ท่ามกลางบริบทนี้ “จีน” กำลังขยับเกมเศรษฐกิจครั้งสำคัญ
จีนวางหมากเศรษฐกิจใหม่ ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 15
ปลายปี 2568 จีนจัดการประชุม Central Economic Work Conference เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030)
สาระสำคัญคือ จีนจะหันมา ดึงศักยภาพภายในประเทศเป็นหลัก ควบคู่การเปิดประเทศอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นกระตุ้นการบริโภคภายใน ใช้นโยบายการคลังเชิงรุกและการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมีเป้าหมายสนับสนุนภาคเอกชนและนวัตกรรม เร่งเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรม AI ยกระดับการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุนต่างชาติ
จีนยังประกาศกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้านหลัก คือ “Shop in China – Export to China – Invest in China” เพื่อผลักดันให้จีนเป็นทั้ง “ตลาดบริโภค ศูนย์กลางการค้า และปลายทางการลงทุน” ของโลก
อุตสาหกรรมเป้าหมาย: ประเทศจีนทุ่มตรงไหน :
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน ชี้ชัดถึงอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจะสนับสนุนต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก
1)อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่
2)พลังงานใหม่ วัสดุขั้นสูง อากาศยาน โดรน หุ่นยนต์ และอุปกรณ์การผลิตขั้นสูง อุตสาหกรรมแห่งอนาคต AI ควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ ไฮโดรเจน 6G และสมอง–คอมพิวเตอร์
3)การยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม อุตสาหกรรมสีเขียว การผลิตอัจฉริยะ และเกษตรดิจิทัล
4)อุตสาหกรรมคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
ทั้งหมดสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “การเติบโตเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ”
ผลกระทบต่อไทย: โอกาสและแรงกดดัน
การเปิดเกมเศรษฐกิจของจีนส่งผลต่อไทยโดยตรง
ด้านโอกาส :
– สินค้าไทย โดยเฉพาะเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค เข้าถึงตลาดจีนง่ายขึ้น
– ธุรกิจบริการและท่องเที่ยวได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อจีน
– นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในจีนได้สะดวกขึ้น ผ่าน Free Trade Zone และ Hainan Free Trade Port
ด้านความเสี่ยง :
– การแข่งขันจากสินค้าจีนคุณภาพสูง
– ความผันผวนของค่าเงินหยวน
– ความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์จีน–สหรัฐ–ยุโรป
– ภาระหนี้และการควบคุมภาคเอกชนของจีน
นักลงทุนไทยควรรับมืออย่างไร :
– กระจายความเสี่ยง
ใช้โอกาสจากจีน แต่ไม่พึ่งพาตลาดเดียว กระจายไปยังเอเชียอื่นและสินทรัพย์หลากหลาย
– ระยะสั้น ระวังความผันผวน
เฝ้าติดตามนโยบาย ภาษี การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด
– ระยะยาว มองตามทิศทางของรัฐบาลจีน
เน้นธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับนโยบาย เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยี
บทสรุป :
ปี 2026 จีนไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดใหญ่” แต่กำลังขยับบทบาทสู่การเป็น ผู้กำหนดเกมเศรษฐกิจโลก ผ่านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
สำหรับนักลงทุนไทย จีนจึงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงหรือโอกาส แต่คือ โจทย์เชิงกลยุทธ์
ผู้ที่เข้าใจทิศทางนโยบาย ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้ดี จะสามารถใช้การขยับเกมครั้งนี้ให้กลายเป็นแต้มต่อในระยะยาว โดยทางศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน ยินดีที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมั่นคง และพร้อมเป็นตัวกลางในการผสานความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 13 มกราคม 2568

