โรมาเนียก้าวสู่ Energy Hub ยุโรปตะวันออก ผลักดันพลังงานสะอาด–ก๊าซ–นิวเคลียร์
โรมาเนีย กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการด้านพลังงานโดดเด่นที่สุดของสหภาพยุโรป (EU) หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตพลังงานของยุโรป โดยในปี 2568 โรมาเนียสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบได้ถึง ประมาณ 1,836 เมกะวัตต์ ภายใต้โครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายพลังงานของ EU และมีกำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ตามด้วย ก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม และ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่น เสถียรภาพ ความสามารถในการบริหารความผันผวนของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ขณะเดียวกัน พลังงานนิวเคลียร์ จากโรงไฟฟ้า Cernavoda ซึ่งใช้เทคโนโลยีจากแคนาดาและไม่ใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (Enriched Uranium) ยังคงเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ คิดเป็นราว 20–25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้โครงสร้างพลังงานของโรมาเนียมีความสมดุลมากกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตกที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง
โครงสร้างพลังงานที่แข็งแกร่งนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านอุปทานในระยะสั้น แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของ EU โดยไม่บั่นทอนความมั่นคงทางพลังงาน
โรมาเนียมีบทบาทสำคัญต่อการลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียของ EU และกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น Energy Hub ของยุโรปตะวันออก ผ่านเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่เชื่อมต่อกับบัลแกเรีย ฮังการี และยุโรปกลาง โดยคาดว่าในปี 2569 จะมีกำลังการผลิตพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มอีกกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ทำให้โรมาเนียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงด้านพลังงานแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค
อีกทั้งการมีทรัพยากร น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ภายในประเทศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่หาได้ยากใน EU โดยเฉพาะโครงการ Neptun Deep แหล่งก๊าซนอกชายฝั่งทะเลดำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของยุโรป คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2570 และมีปริมาณสำรองเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศในระยะยาว ส่งผลให้โรมาเนียมีแนวโน้มกลับมาเป็น ผู้ส่งออกก๊าซสุทธิ ในภูมิภาคทะเลดำและยุโรปตะวันออก
นอกจากนี้ โรมาเนียยังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของบริษัทจีนจำนวนมาก ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อใช้เป็นทางผ่านสู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU) การผลิตในโรมาเนียช่วยให้สินค้าได้รับสถานะเป็น “ผลิตใน EU” ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า กฎการคิดภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CBAM) รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อุปทานของยุโรป ขณะเดียวกันยังช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้
แนวโน้มนี้ยังมาพร้อมกับการย้ายแรงงานเทคนิคจากจีนเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงานท้องถิ่น กำลังเป็นประเด็นที่ EU และประเทศยุโรปตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด ในมิติของ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ของยุโรปในระยะยาว (ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์, เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 14 มกราคม 2569

