นักวิชาการไทยชี้: ความสำเร็จในการพัฒนาของเวียดนามคือต้นแบบที่ควรค่าแก่การเรียนรู้
ดร.ธัญญาทิพย์ ศรีพนา (ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม) ระบุว่า กระบวนการพัฒนาของเวียดนามตลอดระยะเวลา 40 ปีภายหลังการปฏิรูปนโยบาย "โด๋ยเม้ย" (Doi Moi) ได้สร้างโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาและอ้างอิงสำหรับหลายประเทศ
ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Thoi Dai (ยุคสมัย) ดร.ธัญญาทิพย์ ศรีพนา ให้ทัศนะว่า เวียดนามเป็นประเทศที่กำลังก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยมีบทบาทในประชาคมโลกที่ชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบความร่วมมืออาเซียนและสหภาพประชาชาติ ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความลุ่มลึกและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมบทบาทและความสำคัญของเวียดนามทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
เวียดนามในฐานะสมาชิกสหประชาชาติ เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงและคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติด้วยการส่งกำลังพลเข้าร่วมปฏิบัติการ สำหรับในกรอบอาเซียน เวียดนามมีบทบาทในเชิงรุก โดยมีส่วนช่วยเสริมสร้างความสามัคคีภายในกลุ่ม รักษาเสถียรภาพในภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในการเจรจาและความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นสมาชิกที่แข็งขันของเอเปก (APEC) อีกด้วย
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เวียดนามยังคงยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่หลากหลาย (Multilateralization & Diversification) ในขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการจัดการความสัมพันธ์กับบรรดาประเทศมหาอำนาจ ท่ามกลางบริบทการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น
บนเวทีพหุภาคี เวียดนามได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจนในการร่วมแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ ตลอดจนอุทิศตนเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาของภูมิภาคและโลก ในเชิงเศรษฐกิจ ปัจจุบันเวียดนามจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในอาเซียน
ดร.ธัญญาทิพย์ ยังแสดงความเห็นพ้องกับทัศนะที่เน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการต่างประเทศ ในการขับเคลื่อน 4 มติ "เสาหลัก" ของกรมการเมือง (Politburo) อันได้แก่ ด้านสถาบัน, ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ด้านการพัฒนาภาคเอกชน และด้านการบูรณาการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มติที่ 59-NQ/TW ซึ่งท่านประเมินว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนทัศน์ด้านการบูรณาการ ที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เวียดนามก้าวเข้าสู่ระยะการพัฒนาใหม่
ในมิติของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการทูตเชิงเศรษฐกิจ เวียดนามได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับกว่า 230 ประเทศและเขตการปกครอง มีการลงนามและบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ถึง 17 ฉบับ และยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรรายอื่นอย่างต่อเนื่อง นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจได้ส่งผลให้เวียดนามก้าวเข้าสู่กลุ่ม 32 ระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจาก GDP และติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศชั้นนำด้านมูลค่าการค้ารวมและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ดร.ธัญญาทิพย์ กล่าวสรุปว่า ในปัจจุบันเวียดนามได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่กำลังผงาดขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เป็นต้นแบบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีบทบาทและเสียงสะท้อนที่มีอิทธิพลมากขึ้นในประชาคมระหว่างประเทศ
ความสำเร็จหลังการปฏิรูป "โด๋ยเม้ย" ตลอด 40 ปี เกิดจากกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ ระบบกฎหมายที่ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การบริหารงานภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาเป็นลำดับ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและกำลังแรงงานที่อุดมสมบูรณ์พร้อมต้นทุนที่แข่งขันได้ แม้จะยังมีข้อจำกัดบางประการด้านความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานในบางภาคส่วนก็ตาม
ปัจจัยข้างต้น ประกอบกับเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ ได้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงดึงดูด และสร้างเกียรติภูมิให้กับเวียดนามในสายตาของนักลงทุนต่างชาติและประชาคมโลก
นอกจากนี้ ความสำเร็จที่โดดเด่นด้านการต่างประเทศยังช่วยยกระดับสถานะของเวียดนามในเวทีโลก ปัจจุบันเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 194 ประเทศ และได้สถาปนาความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์หรือพันธมิตรที่ครอบคลุมกับ 38 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกประเทศ กลุ่มประเทศ G7 และเกือบทั้งหมดของกลุ่ม G20 อีกทั้งยังเป็นสมาชิกที่เข้มแข็งขององค์การระหว่างประเทศกว่า 70 แห่ง
นโยบายการทูตพหุภาคีได้เปลี่ยนโฉมเวียดนามจากประเทศที่เคยถูกโดดเดี่ยว ให้กลายเป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นและมีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก การทูตเชิงเศรษฐกิจและการบูรณาการระหว่างประเทศกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในขณะที่การทูตเชิงวัฒนธรรมได้รับการขับเคลื่อนอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.ธัญญาทิพย์ เชื่อว่าความมุ่งมั่น ความอุตสาหะ จิตวิญญาณแห่งความสามัคคี ความรักชาติ ความสามารถในการปรับตัว และการปฏิบัติตามแนวทางและนโยบายของพรรคอย่างจริงจัง คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้ “ความสำเร็จของเวียดนามคือต้นแบบที่ควรค่าแก่การเรียนรู้อย่างยิ่งสำหรับหลายประเทศ ไม่เพียงแต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศนอกภูมิภาคด้วย” ดร.ธัญญาทิพย์ เน้นย้ำ
ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการศึกษาด้านเวียดนามและความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม โดยการลงพื้นที่วิจัยและทำงานในเวียดนามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ดร.ธัญญาทิพย์ กล่าวว่าท่านได้ประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า ตลอดจนความพยายามของเวียดนามในการแก้ไขข้อบกพร่องและปรับปรุงโมเดลการพัฒนาให้สมบูรณ์
ท่านเชื่อมั่นว่าเวียดนามจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของอาเซียนในหลายมิติ พร้อมทั้งแสดงความปรารถนาให้สายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประชาชนชาวไทยและชาวเวียดนาม โดยเฉพาะด้านการทูตภาคประชาชนและความร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ได้รับการรักษาและพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อส่งต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป
ที่มา Thoi Dai Vietnam Times วันที่ 16 มกราคม 2569

