ทรัมป์เชิญไทยร่วมบอร์ดสันติภาพ กต.เผยกำลังศึกษา หนุนสันติภาพยั่งยืนตอ.กลาง
รัฐบาลหลายประเทศแสดงท่าทีอย่างระมัดระวังต่อคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ให้เข้าร่วมในคณะกรรมการสันติภาพ หรือ Board of Peace ของเขา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก โดยนักการทูตเตือนว่า การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอาจบั่นทอนและเป็นอัตรายต่อการทำงานของสหประชาชาติ (UN)
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยโพสต์ว่า ไทยได้รับเชิญเข้าร่วมข้อริเริ่มของสหรัฐอเมริกาเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพ โดยได้รับหนังสือเชิญจากประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับ Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict และข้อริเริ่มของสหรัฐในการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพ และอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด
ในหลักการ ไทยยินดีกับข้อริเริ่มใดๆ ที่จะช่วยสนับสนุนสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางและความพยายามดำเนินการด้านมนุษยธรรม เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์ และหวังว่าข้อริเริ่มจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของชาวปาเลสไตน์และได้รับการสนับสนุนโดยประเทศในภูมิภาค
ไทยยืนยันการสนับสนุนความพยายามที่ดำเนินการอยู่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุแนวทางสองรัฐ ที่มีรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กันอย่างสันติและมีความมั่นคง บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมติสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง
นอกจากไทยแล้วมีรายงานว่านายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ก็ได้รับหนังสือเชิญจากทรัมป์เช่นกัน เช่นเดียวกับอินเดียและออสเตรเลียที่ระบุว่าได้รับคำเชิญของทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้ จอร์แดน กรีซ ไซปรัส ปากีสถาน แคนาดา ตุรกี อียิปต์ ปารากวัย อาร์เจนตินา และแอลเบเนีย ระบุว่าได้รับจดหมายเชิญแล้ว
ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐจะประกาศรายชื่อประเทศสมาชิกของคณะกรรมการสันติภาพอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์เดินทางไปร่วมประชุมวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่าตามคำบอกเล่าของนักการทูต มีเพียงฮังการี ซึ่งผู้นำเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์เท่านั้น ที่ตอบรับคำเชิญอย่างชัดเจน โดยคำเชิญดังกล่าวถูกส่งไปยังราว 60 ประเทศ และเริ่มมาถึงเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ในยุโรปเมื่อวันที่ 17 มกราคม
รัฐบาลประเทศอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่เต็มใจออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะ แต่เจ้าหน้าที่ของหลายประเทศที่ไม่เปิดเผยชื่อได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบขอบคณะกรรมการดังกล่าวต่อการทำงานของ UN
รอยเตอร์ระบุว่า ตามจดหมายและร่างกฎบัตรที่เห็นระบุว่า คณะกรรมการสันติภาพนี้จะมีทรัมป์เป็นประธานตลอดชีพ โดยจะเริ่มทำงานกับความขัดแย้งในฉนวนกาซา ก่อนขยายบทบาทไปจัดการความขัดแย้งอื่นๆ
ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกจะมีวาระการดำแหน่งที่ 3 ปี เว้นแต่จะจ่ายเงินประเทศละ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.1 หมื่นล้านบาทต่อประเทศ เพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมของคณะกรรมการและแลกกับการได้รับสถานะสมาชิกถาวร
“นี่เป็นการเสนอสถานะสมาชิกถาวรให้ประเทศพันธมิตรที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งต่อสันติภาพ ความมั่นคง และความรุ่งเรือง” ทำเนียบขาวระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X
อย่างไรก็ดี การแนบ “กฎบัตร” มาพร้อมกับจดหมายเชิญ ได้กระตุ้นความกังวลในรัฐบาลยุโรปบางประเทศว่า คณะกรรมการชุดนี้อาจบ่อนทำลายการทำงานของ UN ซึ่งทรัมป์เคยกล่าวหาว่าไม่สนับสนุนความพยายามของเขาในการยุติความขัดแย้งทั่วโลก
เอกสารระบุว่า “สันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยการตัดสินอย่างมีเหตุมีผล การแก้ปัญหาอย่างมีสามัญสำนึก และความกล้าที่จะละทิ้งแนวทางและสถาบันที่ล้มเหลวมาแล้วบ่อยครั้ง” และเสริมว่า มีความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรสร้างสันติภาพระหว่างประเทศที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“มันคือ ‘UN แบบทรัมป์’ ที่เมินเฉยต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรยูเอ็น” นักการทูตรายหนึ่งกล่าว ขณะที่นักการทูตจากชาติตะวันตกอีกสามคนกล่าวว่า หากแผนนี้เดินหน้าต่อไป ก็มีแนวโน้มจะบ่อนทำลาย UN
แหล่งข่าวจากอิสราเอลและนักการทูตอีกจำนวนหนึ่งกล่าวว่า ทรัมป์ต้องการให้คณะกรรมการสันติภาพมีบทบาทที่กว้างไปไกลกว่ากาซา และกำกับดูแลความขัดแย้งอื่นๆ ที่ทรัมป์อ้างว่าเขาได้แก้ไขแล้ว
ด้านทรัมป์ซึ่งใฝ่ฝันจะครอบครองรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระบุในจดหมายว่า คณะกรรมการจะประชุมในอนาคตอันใกล้ พร้อมบอกด้วยว่า คณะกรรมการชุดนี้จะไม่เหมือนใคร ไม่เคยมีสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้นำของฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฮังการี ออสเตรเลีย แคนาดา คณะกรรมาธิการยุโรป และชาติมหาอำนาจสำคัญในตะวันออกกลาง อยู่ในกลุ่มที่ได้รับคำเชิญ
โฆษกของอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับร่างกฎบัตรของสหรัฐว่า กุแตเรซเชื่อว่าประเทศสมาชิกมีอิสระที่จะรวมกลุ่มกันในรูปแบบต่างๆ ด้านฟาร์ฮาน ฮัก รองโฆษก UN เสริมว่า UN จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ของตนต่อไป
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ UN อีกรายหนึ่งไม่ได้กล่าวถึงแผนดังกล่าวโดยตรง แต่ย้ำว่า UN เป็นสถาบันเดียวที่มีความชอบธรรมทั้งทางศีลธรรมและกฎหมายในการรวบรวมทุกประเทศ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
อันนาเลนา แบร์บ็อก ประธานสมัชชาใหญ่ UN กล่าวกับสกายนิวส์ว่า หากเราตั้งคำถามต่อสิ่งนั้น เราจะถอยหลังกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนอย่างยิ่ง พร้อมเสริมว่า เป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 19 มกราคม 2569

