ทำความรู้จัก "กรีนแลนด์" จุดเดือดใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์โลก
"กรีนแลนด์" เกาะใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในจุดเดือดในทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และยิ่งทวีความแหลมคมมากขึ้นตามลำดับ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศจะยึดครองเกาะแห่งนี้ไว้ภายใต้อำนาจของอเมริกันให้ได้ ถึงขนาดประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากชาติใดก็ตามที่คัดค้านเรื่องนี้เพิ่มขึ้น 10%
โดยให้เหตุผลว่า การครอบครองกรีนแลนด์ถือเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น กรีนแลนด์จะถูกชาติอย่างรัสเซียและจีน “กลืนกิน” ไปไว้ในความครอบครองของตนเอง
ในทางการเมือง “กรีนแลนด์” เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์กมานานกว่า 2 ศตวรรษ โดยมีอำนาจในการปกครองตนเองอยู่ในระดับหนึ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรีนแลนด์อยู่ในอาณาบริเวณของขั้วโลกเหนือที่เรียกว่า “อาร์กติกเซอร์เคิล” โดยที่จุดเหนือสุดของเกาะอยู่ห่างจากจุดที่เป็นขั้วโลกเหนือเพียง 708 กิโลเมตร
ด้วยเหตุนี้พื้นที่ส่วนมากของกรีนแลนด์จึงมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี รายล้อมอยู่โดยรอบด้วยทะเลกรีนแลนด์ที่เป็นแผ่นน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง โดยมีลาดเนินสูงขึ้นไปสู่ที่ราบสูงตอนกลางที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 3,000 เมตร กล่าวกันว่ามีพื้นที่เพียง 13 เปอร์เซ็นต์ของกรีนแลนด์เท่านั้นที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

ทะเลกรีนแลนด์เป็นน่านน้ำหลักเชื่อมโยงกับมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตก จัดเป็นพื้นที่ทำประมงและล่าวาฬที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นคุณค่าสูงสุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของกรีนแลนด์ เนื่องจากว่า ใครก็ตามที่ครอบครองกรีนแลนด์ก็จะกลายเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือไปโดยปริยายนั่นเอง
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจโดยเฉพาะในแง่ของการทหารก็คือ พื้นที่โดยรอบเกาะแทบทั้งหมด รวมทั้งทะเล อ่าว และช่องแคบต่าง ๆ ล้วนจับตัวเป็นน้ำแข็ง ยกเว้นบริเวณพื้นที่เล็กน้อยทางตะวันตกเฉียงใต้ การคมนาคมขนส่งบนเกาะไม่มีทางอื่นใดนอกจากใช้สุนัขลากเลื่อน กับการใช้เรือเดินทะเลเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในแง่ของการจราจรทางอากาศ กรีนแลนด์กลับมีสถานะสำคัญ เพราะเป็นเส้นทางผ่านของเส้นทางการบินที่สั้นที่สุดระหว่างยุโรปกับภาคพื้นอเมริกาเหนือนั่นเอง
ในทางเศรษฐกิจ สถานะของกรีนแลนด์จัดว่า “ยากจนอย่างยิ่ง” ชนิดปราศจากนัยสำคัญ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก ๆ ของชาวเกาะก็คือการทำการประมงเท่านั้น
ซึ่งก็ไม่ได้ผลดีเท่ากับการประมงของไอซ์แลนด์หรือนอร์เวย์ ชาวกรีนแลนด์ล่าวาฬ แมวน้ำ ตัววอลรัส หรือไม่ก็ล่าหมีบนเกาะเพื่อเอาขน มีการเลี้ยงแกะกับแพะอยู่บ้างแต่จำนวนเล็กน้อยมาก นอกจากนั้นก็มีการปลูกผักและมันฝรั่งอีกไม่มากมายนักตามแถบชายฝั่งทางใต้ของเกาะ
อย่างไรก็ตาม กรีนแลนด์ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสินแร่ธรรมชาติ จัดเป็นแหล่งไครโอไลต์, ทองแดง, ตะกั่ว, กราไฟต์ และยูเรเนียมที่สำคัญ ที่กรีนแลนด์มีเหมืองไครโอไลต์ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ สินแร่ชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอะลูมิเนียม เพื่อการส่งออก นอกจากนั้นก็ยังมีเหมืองผลิตกราไฟต์กับถ่านหินอยู่ด้วยแต่ขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนแร่ตะกั่วและสังกะสีก็มีการสำรวจนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 1956
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของกรีนแลนด์กลับเป็นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยกรีนแลนด์จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองขนาดใหญ่ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โดยอาจจะยังมีพลังงานอย่างอื่น อาทิ น้ำมันร่วมอยู่ด้วย และนี่เองที่กลายเป็นเครื่องดึงดูดใจให้นานาประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา แก่งแย่งกันเพื่อครอบครองกรีนแลนด์
ประชากรพื้นเมืองดั้งเดิมของกรีนแลนด์คือชนเผ่าอินูอิต (Inuit) ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณแนวชายฝั่งตอนใต้ของเกาะ ต่อมาก็มีชาวยุโรปเชื้อสายเดนมาร์กเข้าไปตั้งหลักแหล่ง เช่นเดียวกับคนสัญชาติอเมริกัน ที่เข้าไปปักหลักอยู่ภายในฐานทัพสหรัฐอเมริกาบนเกาะกรีนแลนด์ โดยเฉพาะบริเวณฐานทัพอากาศและนาวี ทูเล ทางชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เมืองหลวงของกรีนแลนด์คือ โกธ็อป/นุก ซึ่งในปี 1965 มีประชากรเพียง 4,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 20,000 คนจากจำนวน 55,000 คนของทั้งเกาะ
ตามประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกามีส่วนอย่างมากอยู่ในพัฒนาการของกรีนแลนด์ อาทิ การลงทุนสร้างฐานทัพทั้งที่ทูเล ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศและนาวี กับฐานทัพอากาศนาซาซุค ทางตะวันตกเฉียงใต้ และได้รับสิทธิให้เข้าไปใช้ฐานทัพทั้งสองได้ภายใต้ความตกลงร่วมทางกลาโหมของสหรัฐอเมริกากับเดนมาร์กที่ทำขึ้นเมื่อปี 1951 โดยฐานทัพทั้งสองนี้ยังถูกใช้เป็นศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศในน่านฟ้าบริเวณนั้นอีกด้วย
นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังเข้าไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นทางตะวันออกของทูเล ภายใต้ความตกลงกับเดนมาร์กเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากศักยภาพทางทหารล่าสุด ซึ่งเป็นระบบเรดาร์พิสัยไกลเพื่อข่าวกรองทางอากาศ ก็พัฒนาโดยกองทัพอเมริกันเช่นเดียวกัน
ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกัน แสดงออกถึงความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์อย่างชัดแจ้ง ทั้งด้วยวาจาและการประกาศการเรียกเก็บภาษีนำเข้าอีก 10% จากประเทศใดก็ตามที่คัดค้านการ “ซื้อ” กรีนแลนด์ของตน รวมถึงการยืนยันว่า พร้อมที่จะใช้ “กำลัง” หากความพยายามเหล่านั้นไม่ได้ผล
ปัญหาก็คือว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเดนมาร์กเป็นภาคีสมาชิกอยู่ มองการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การคุกคาม” และปฏิเสธที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม แถมยังเตรียมการตอบโต้ด้วยมาตรการต่อต้านทางภาษีนำเข้าและการเข้าถึงตลาดของบริษัทอเมริกันด้วยอีกต่างหาก จนกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าอยู่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในยามนี้
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทหารเชื่อว่า การยึดครองเกาะกรีนแลนด์นั้นทำได้ไม่ยาก อาศัยเพียงแค่เรือพิฆาตสักลำและกองพลนาวิกโยธินอเมริกันอีกสักกองพลเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรสหรัฐอเมริกาก็มีฐานทัพอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว
ปัญหาจึงมีแค่ว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะรับผลจากการกระทำนี้แล้วหรือไม่เท่านั้นเอง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 21 มกราคม 2569

