พลิกโฉมเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจไทยทะยานโต 4-5%
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เอกชนชั้นนำของไทยเดินหน้าจัดงาน "Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน" เพื่อเป็นอีกกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้แข็งแกร่ง เพื่อเป็นรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
เปิดงานด้วย ชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวสู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่
โดยมีทุน 3 ด้าน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ 1.ทุนมนุษย์ พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต 2.ทุนข้อมูล ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้าสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และ 3.ทุนองค์กร ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้เอสเอ็มอีเข้า Global value chain ได้จริง
หัวใจของการพลิกโฉมเอสเอ็มอีเน้น 5 กลยุทธ์ คือ 1.ปกป้องตลาดในประเทศ : ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกัน สินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ 2.ขยายการส่งออก : เร่งผลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้าน มาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า 3.ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement & Third Party Access และ Smart Logistics
เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้” 4.ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ลดเวลา และค่าใช้จ่ายแฝง ให้เอสเอ็มอีทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น และ 5.ความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของ ภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของเอสเอ็มอีให้เติบโต
“หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง” ชนะระบุ
ต่อด้วยเสวนากลุ่ม โดย ธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย ระบุ ประเทศไทยเผชิญปัญหา Perfect Storm เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสังคมผู้สูงวัยคนเกิดน้อย รวมไปถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ขณะเดียวกันไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้เข้าระบบภาษีมีมากถึง 53% นอกจากนี้ คนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีประมาณ 12 ล้านคน แต่คนเสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวของระบบการจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ
นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามและประเทศสิงคโปร์ ที่เคยมองประเทศไทยเป็นต้นแบบทุกวันนี้โตนำไทยไปแล้ว เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เสนอให้รัฐเป็น Lighthouse ในการขับเคลื่อนและสนับสนุนภาคเอกชน
นอกจากนี้ “โครงการพี่ช่วยน้อง” ที่มาจากความร่วมมือของผู้ซื้อรายใหญ่กับผู้ขายรายเล็กหรือ SMEs ส่งผลให้สถาบันการเงินเห็นข้อมูลและทำให้กล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี โดยคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น
โดยมุ่งเน้น 6 Priority Sectors สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการค้าปลีกสินค้าและบริการ อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นายธวัชชัยกล่าว
ขณะที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ได้จัดทำกรอบแผนขึ้นแล้ว มีเป้าหมายหลักคือ “การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศให้มีการกระจายประโยชน์ไปยังกลุ่มต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง อุตสาหกรรมที่สามารถสร้างการกระจายประโยชน์ได้จริงและส่งผลต่อประชาชนส่วนใหญ่ คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ หากสามารถผลักดันแนวคิดสมาร์ทฟาร์มและนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเดินไปต่อได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐมีความ “เป็นเดือดเป็นร้อน” มากขึ้นในการสนับสนุน และภาคเอกชนเร่งปรับตัวและสร้างความพร้อมให้มากขึ้น ก็จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้ ทั้งนี้ จะเห็นว่าช่วงหลังปี 2540 ภาครัฐไม่มีนโยบายขับเคลื่อนในแง่ของความสามารถในการแข่งขัน ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปทำในเรื่องของค่าครองชีพ และจะเห็นว่าในส่วนของภาคเอกชนเองการลงทุนก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังขาดการสร้างอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ปิดท้ายด้วย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุ แนวทางผลักดันไทยให้หนีจากจีดีพี 2% ไปเป็น 5% ให้เร็วที่สุดได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบันศักยภาพของไทย 2.3% เพราะฉะนั้นเราจะหา 2.7% มาเติม ซึ่งมาจาก
(1)เรื่องแรงงาน คาดว่าสามารถเติมได้ 0.55% จากการเกษียณอายุที่ได้รับบำเหน็จบำนาญให้ยืดออกไปอีก 5 ปี และเรื่องของการเกณฑ์ทหารที่เกณฑ์ทหารปีละ 8 หมื่นคน ถ้าเกณฑ์แค่ครึ่งเดียวจะเพิ่มคนเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 4 หมื่นคน
(2)เรื่องการลงทุน คาดว่าจะเติมได้ 0.6% ที่ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้เกิดการลงทุน คือการลดกฎระเบียบภาครัฐขออนุมัติอนุญาตที่ไม่จำเป็น และ 3.คือเรื่องเพิ่ม Productivity คาดว่าจะเติมไป 1.4% คือการเปิดเสรีการค้า จากทั้งหมดก็จะได้ประมาณ 5% ประเทศไทยจะพ้นจาก 7,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี กลายเป็น 13,000-14,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี และจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
สำหรับความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ว่า ถ้าภาคการเมืองตอบสนองเรื่องปากท้องของประชาชนได้ ตอบสนองเอสเอ็มอีได้ ถ้าภาคธุรกิจจับมือกับ กกร. จะขยายเครือข่ายและมีเอสเอ็มอี มีกิจการ มีจ้างงานเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราต้องการจากรัฐบาลใหม่ ผมคิดว่าความหวังยังมี
“ต้องเอาเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์เยอะๆ เรื่องปากท้องเป็นตัวตั้งแล้วก็ใช้กลไกการเลือกตั้ง ตอนนี้เรียกร้องให้พรรคการเมืองรับปากว่าถ้าคุณจะเข้าไปเป็นรัฐบาลคุณต้องแก้เรื่องพวกนี้ได้” สมเกียรติทิ้งท้าย
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 22 มกราคม 2569

