ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อินเดีย-ไทย เส้นทางสู่โอกาสใหม่-ความร่วมมือในอนาคต
หมายเหตุ : บทความพิเศษโดยเอกอัครราชทูต นาเกช ซิงห์ เนื่องในวันสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 77
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสวันสาธารณรัฐอินเดีย ครบรอบ 77 ปี ผมขอส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรอย่างอบอุ่นไปยังชาวอินเดีย พี่น้องชาวอินเดียในต่างแดน และมิตรสหายของอินเดียในประเทศไทยทุกท่าน
วันสาธารณรัฐซึ่งตรงกับวันที่ 26 มกราคมของทุกปี เป็นโอกาสสำคัญที่ชาวอินเดียทุกคนจะร่วมกันแสดงความมุ่งมั่นต่อค่านิยมประชาธิปไตยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย ในวันนี้เมื่อปี พ.ศ. 2493 ประชาชนชาวอินเดียได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่สถาปนาประเทศอินเดีย ให้เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบฆราวาสและอธิปไตย โดยรับรองหลักการแห่งความยุติธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพสำหรับทุกคน
ค่านิยมพื้นฐานที่ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญถือเป็นพลังแห่งความเป็นเอกภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จของอินเดีย ในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่มีชีวิตชีวา และเศรษฐกิจตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางโลกที่มีความตึงเครียดและความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น ความยืดหยุ่นของอินเดียและการพัฒนาอย่างครอบคลุมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ท่ามกลางความหลากหลายอย่างยิ่งใหญ่ ยังคงเป็นแสงแห่งความหวังสำหรับมนุษยชาติ
ลำดับความสำคัญด้านการพัฒนาของเรายังคงยึดมั่นในค่านิยมตามรัฐธรรมนูญที่รับรองเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และความเสมอภาคด้านโอกาสสำหรับทุกคน ความพยายามเชิงเป้าหมายในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การเข้าถึงบริการทางการเงิน และสาขาอื่น ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน
ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตในปัจจุบัน อินเดียมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสามของโลกภายในปี พ.ศ. 2573 หรือเร็วกว่านั้น แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจระดับโลก อินเดียยังคงสามารถรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอินเดียได้ดึงดูดความสนใจจากภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก โดยเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญผ่านการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสนับสนุนนโยบายและกฎระเบียบอย่างมุ่งเป้า
การปฏิรูประบบภาษีสินค้าและบริการ (GST) ได้เปลี่ยนอินเดียให้เป็นตลาดแบบบูรณาการและเป็นเอกภาพ กฎหมายล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ (ISBC) ได้เสริมสร้างวินัยทางการเงิน เพิ่มความโปร่งใส และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน การปฏิรูปภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาได้ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนมากที่สุดในโลก กฎหมายแรงงานจำนวนมากได้ถูกรวมเป็นเพียงสี่ประมวลกฎหมายเพื่อความสะดวกในการบังคับใช้ สภาพแวดล้อมด้านการประกอบธุรกิจได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมด้วยการยกเลิกกฎหมายล้าสมัยกว่า 1,500 ฉบับ ตลอดจนการออกกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และท่าเรือ อีกทั้งยังเปิดให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคประกันภัยร้อยละ 100 และให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมผู้ประกอบการ
ด้วยทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ภาคการผลิตของอินเดียได้รับแรงผลักดันใหม่ ขณะที่ภาคบริการยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อินเดียได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสองของโลก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะของอินเดียได้สนับสนุนการปฏิรูปดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจและระบบการบริหารมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น อินเดียได้พัฒนาเครือข่าย 4G ภายใต้โครงการ “Made in India” และเทคโนโลยี 5G ได้ครอบคลุมเกือบทุกเขตทั่วประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่มาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน
ขณะที่อินเดียกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการฟื้นฟูภาคการผลิต ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรส่วนรวมของโลกยังคงแข็งแกร่ง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสีเขียวของอินเดียก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็นประวัติการณ์ถึง 44.5 กิกะวัตต์ในปีพ.ศ. 2568 ซึ่งเกินเป้าหมายปีพ.ศ. 2573 ก่อนกำหนด
กำลังการผลิตพลังงานที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเพิ่มขึ้นเป็นกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตรวม โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และโครงการไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ. 2570 นอกจากนี้ การผ่านร่างกฎหมาย SHANTI เมื่อปีที่ผ่านมา ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทในภาคพลังงานนิวเคลียร์มากยิ่งขึ้น
แนวคิดการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางยังสะท้อนอยู่ในนโยบายต่างประเทศของอินเดีย อินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม India-AI Impact Summit ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนา อีกทั้งอินเดียยังเตรียมดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม BRICS ในปี 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “การเสริมสร้างความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน”
การเติบโตของอินเดียนำมาซึ่งโอกาสสำหรับทั้งโลก และสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางทะเลและหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ โอกาสดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและไทยได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ได้ยกระดับขึ้นเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นประวัติศาสตร์ ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในเดือนเมษายนปี 2568
หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาแห่งอนาคต อาทิ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และสตาร์ทอัพ ซึ่งช่วยเสริมแรงผลักดันเชิงบวกให้แก่ความร่วมมือในหลากหลายมิติ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีแตะระดับ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทั้งสองประเทศมุ่งกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงการทางหลวงสามฝ่าย อินเดีย-เมียนมา-ไทย และการเชื่อมโยงท่าเรือในอ่าวเบงกอล ยังคงมีศักยภาพสูงต่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค
ประเทศไทยยังคงเป็นหุ้นส่วนสำคัญในนโยบาย “Act East” ของอินเดีย และในวิสัยทัศน์ต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มั่นคงและปลอดภัย ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี เช่น อาเซียน BIMSTEC IORA และ Mekong-Ganga Cooperation ยังคงแน่นแฟ้น ความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการต่อต้านการค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางไซเบอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ความสัมพันธ์ระดับประชาชนถือเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและไทย ปัจจุบันมีเที่ยวบินเกือบ 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศ ในปีที่ผ่านมา มีชาวอินเดียเดินทางเยือนประเทศไทยกว่า 2.4 ล้านคน ขณะเดียวกัน แหล่งศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้ายังคงดึงดูดผู้แสวงบุญชาวไทยจำนวนมาก
เยาวชนไทยให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นในการศึกษาในประเทศอินเดีย และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของอินเดีย ความร่วมมือด้านการฝึกอบรม และการพัฒนาศักยภาพระหว่างสองประเทศยังคงขยายไปสู่สาขาใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
ชุมชนชาวอินเดียและผู้มีเชื้อสายอินเดียในประเทศไทยซึ่งมีความเข้มแข็งและบูรณาการอย่างดี อีกทั้งยังคงเป็นสะพานเชื่อมโยงสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านธุรกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม
ในโอกาสวันสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 77 ในปีนี้ ผมขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย สำหรับมิตรภาพและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขออวยพรให้ประเทศไทยประสบแต่สันติสุข ความก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรือง และความผาสุกโดยทั่วกัน
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 26 มกราคม 2569

