รู้จัก "ไวรัสนิปาห์" ทำไมเด็กเล็กถึงเสี่ยงรุนแรงกว่าผู้ใหญ่
กรมการแพทย์ เตือน "ไวรัสนิปาห์" มฤตยูจากค้างคาวสู่อาหาร ชี้เด็กเล็กเสี่ยงสมองอักเสบรุนแรง-พัฒนาการล่าช้ามากกว่าผู้ใหญ่ อัตราตายสูง 75% เช็กอาการ-วิธีป้องกันที่นี่
กรมการแพทย์ โดย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ออกโรงเตือน "ไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75% ชี้เด็กเล็กเสี่ยงเสี่ยงสมองอักเสบรุนแรงและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาว ย้ำเลี่ยงสัมผัสค้างคาวและไม่กินผลไม้มีรอยกัดแทะ
ทำความรู้จัก "ไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) คืออะไร?
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ไรัสนิปาห์ เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA virus) ในตระกูล Paramyxovirus โดยมี ค้างคาวกินผลไม้ เป็นแหล่งแพร่เชื้อหลัก และมี สุกร เป็นตัวกลางสำคัญที่ขยายจำนวนเชื้อก่อนแพร่มาสู่มนุษย์
จากสถิติการระบาดที่ผ่านมา พบว่าโรคนี้มีความรุนแรงสูง โดยมีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) ตั้งแต่ 40% ถึง 75% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และระบบสาธารณสุขในพื้นที่ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่รับรองผลการรักษาอย่างเป็นทางการ

อาการ "ไวรัสนิปาห์" ที่ต้องเฝ้าระวัง :
นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า การแพร่เชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากสัตว์สู่คน (สัมผัสสารคัดหลั่ง/ปัสสาวะสัตว์) และจากคนสู่คน โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สังเกตอาการได้ยาก ผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณเตือน ดังนี้:
(1)อาการทางสมอง (สมองอักเสบเฉียบพลัน)
* มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
* ง่วงซึม เวียนศีรษะ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
* มีอาการชัก หรือหมดสติ
หมายเหตุ: ผู้ป่วยที่หายแล้วประมาณ 20% อาจมีอาการสมองอักเสบกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแม้ผ่านไปหลายปี
(2)อาการทางระบบทางเดินหายใจ
* เจ็บคอ อาเจียน
* ปอดอักเสบผิดปกติ
* ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
ผลกระทบต่อ "สมองเด็ก" ที่พ่อแม่ต้องรู้ :
แพทย์หญิงศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ กุมารแพทย์ประสาทวิทยา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไวรัสนิปาห์ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทเด็กอย่างรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการ หากรอดชีวิตอาจมีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น:
* พัฒนาการล่าช้า
* ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้
* เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักในอนาคต
วิธีป้องกันและแนวทางการดูแลรักษา :
เนื่องจากการรักษายังเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นหลัก การป้องกันจึงสำคัญที่สุด:
(1)เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง : ไม่ให้เด็กเข้าใกล้บริเวณที่มีค้างคาวอาศัยอยู่
(2_สุขอนามัยผลไม้ : ห้ามกินผลไม้ที่ตกพื้นหรือมีรอยกัดแทะเด็ดขาด ควรล้างสะอาดและปอกเปลือกทุกครั้ง
(3)กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ : สอนเด็กให้ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ
(4)สังเกตอาการใกล้ชิด : หากมีไข้สูง ซึมลง ไม่เล่น หรือมีอาการเกร็งกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที และแจ้งประวัติการเดินทาง (เช่น พื้นที่ระบาดในอินเดีย) หรือการสัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทราบ
ข้อควรรู้ : โรคไวรัสนิปาห์เป็น "โรคที่ต้องแจ้งความตามกฎหมาย" หากพบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานหน่วยงานสาธารณสุขทันทีเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 27 มกราคม 2569

