ผ่า FTA อินเดีย-อียูเจรจา 20 ปี ภัยคุกคามภาษีสหรัฐ-จีนเร่งปิดจบสำเร็จใน 6 เดือน
อินเดีย-สหภาพยุโรป (อียู) สามารถปิดจบข้อตกลงการค้าเสรีที่ผู้นำอียูยกย่องว่าเป็น “มารดาหรือแม่บทแห่งข้อตกลงทั้งมวล” ได้ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐหวนกลับสู่ทำเนียบขาวอีกสมัย สองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกรวมกัน กลายเป็นตลาดใหญ่ 2,000 ล้านคน
ความก้าวหน้าเกิดขึ้นหลังการเจรจาต่อรองเป็นไปในลักษณะเริ่ม ๆ หยุด ๆ มานานนับ 20 ปี เจ้าหน้าที่สองประเทศต่อสู้ด้านนโยบายการค้ามายาวนาน ตอกย้ำข้อสังเกตที่ตกผลึกได้จากการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม 2026 ซึ่งมองว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เร่งให้ข้อตกลงการค้าทั่วโลกปิดจบเร็วขึ้น
ความสำคัญสำหรับอินเดีย ถือเป็นการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวว่า เป็นหนทางที่จะทำให้ภาคการผลิตและบริการของอินเดียแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
การสิ้นสุดการเจรจาต่อรองที่ยาวนานนี้สะท้อนระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ยุโรปเองได้ลดการพึ่งพาทั้งสหรัฐและจีน ขณะเดียวกันก็รักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับรัสเซีย
นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (ผู้นำฝ่ายบริหารของอียู) กล่าวว่า อียูและอินเดียส่งสัญญาณให้โลกเห็นว่า ความร่วมมือที่อยู่บนกฎกติกายังคงสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
มูลค่าการค้าและบริการ สหภาพยุโรปและอินเดีย รวมต่อปีกว่า 180,000 ล้านยูโร (ราว 6.6 ล้านล้านบาท) จ้างงานเกือบ 800,000 คนในยุโรป
อินเดียจะเลิกหรือลดภาษีสินค้าจากอียูในสัดส่วน 96.6% ของสินค้าส่งออกไปอินเดีย ในทางกลับกัน อียูจะเลิกหรือลดภาษีสินค้าจากอินเดียสัดส่วน 99.5% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดจากอินเดีย ภายในกรอบเวลา 7 ปี หรือปี 2032 จะส่งผลให้สินค้าส่งออกของยุโรปไปอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
อินเดียเห็นพ้องที่จะอนุญาตโควตารถยนต์ยุโรปเข้าประเทศสูงสุด 250,000 คัน โดยให้สิทธิพิเศษด้านภาษี ถือเป็นโควตาที่อินเดียให้ยุโรปมากกว่าที่ให้กับข้อตกลงอื่น ๆ กว่า 6 เท่า
โมดีมองว่า ข้อตกลงการค้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันแก่สินค้าอินเดีย เนื่องจากถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษี 50% โดยเฉพาะสินค้าที่มีความสำคัญอย่าง เครื่องแต่งกาย อัญมณี เครื่องประดับ เครื่องรองเท้า
อย่างไรก็ดี อินเดียยังคงปกป้องเซ็กเตอร์ผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง ไม่รวมอยู่ในข้อตกลงนี้
ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคน และยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อีกทั้งกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกด้วย
โมดีระบุว่า ถือเป็นข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุมรอบด้านที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่อินเดียเคยลงนาม และย้ำว่า คิดเป็น 1 ใน 3 ของการค้าโลก ทั้งยกย่องว่า “เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
จุดเริ่มต้นการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศต้องย้อนกลับไปไกลในปี 2007 แต่ถูกทอดทิ้งเนื่องจากข้อพิพาทหลายประการ ทั้งปัญหาการเข้าถึงตลาดอินเดียของรถยุโรป การเกษตรและผลิตภัณฑ์นมที่อินเดียยังไม่ยอมลดราวาศอก อย่างไรก็ดี การฟื้นเจรจาอีกครั้งในปี 2022 และเร่งเร็วขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในยามเผชิญภาษีของทรัมป์ รวมถึงความกังวลร่วมกันจากการผูกขาดด้านการผลิตของจีน
คาดว่าข้อตกลงจะเปิดตลาดอินเดียที่ตั้งกำแพงอย่างแน่นหนาให้ชาติสมาชิกอียูทั้งหมด 27 ประเทศ
สองฝ่ายจะสามารถลงนามได้อย่างเป็นทางการ หลังจากผ่านการตรวจสอบทางกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลานานราว 6 เดือน รัฐสภายุโรปต้องให้สัตยาบันเสียก่อน
การเปรียบเทียบ อัตราภาษีปัจจุบันและอนาคตในรายการสินค้าส่งออกจากสหภาพยุโรปไปอินเดีย :
* รถยนต์ 110% เหลือ 10% โควตา 250,000 คัน * กำหนดกรอบเวลา
* ไวน์ 150% เหลือ 20% สำหรับสินค้าพรีเมี่ยม และ 30% สินค้าระดับกลาง * กำหนดกรอบเวลา
* สุรากลั่น สูงสุด 150% เหลือ 40%
* อาหารแปรรูป เช่น พาสต้า ช็อกโกแลต สูงสุด 50% เหลือ 0%
* เครื่องบินและยานอวกาศ สูงสุด 11% เหลือ 0% สำหรับเกือบทั้งหมด
* เครื่องจักรกล, อุปกรณ์ไฟฟ้า สูงสุด 44% เหลือ 0% สำหรับสินค้าเกือบทั้งหมด
การเปรียบเทียบ อัตราภาษีปัจจุบันและอนาคตในสินค้าส่งออกจากอินเดียไปสหภาพยุโรป :
* อัญมณีและเครื่องประดับ 4% เหลือ 0%
* เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย 12% เหลือ 0%
* หนัง 17% เหลือ 0%
* เคมี 12.8% เหลือ 0%
* โลหะพื้นฐาน 10% เหลือ 0%
* เฟอร์นิเจอร์ 10.5% เหลือ 0%
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 28 มกราคม 2569

