พณ.เปิด 6 ปัจจัยเสี่ยง กดดันราคาส่งออก-นำเข้า "โตช้าลง" นำด้วย "บาทแข็ง-สงครามการค้า-ผลผลิตล้น"
เมื่อวันที่ 29 มกราคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนธันวาคม 2568 เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากต้นทุนโลหะสำคัญ อาทิ อะลูมิเนียม และทองแดง เป็นต้น รวมถึงความต้องการบริโภคสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการแข็งค่าของเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ลงในรายละเอียด ดัชนีราคาส่งออก เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.3 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัว 1.4 % ตามความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะทองคำ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ
โดยหมวดสินค้าที่ยังส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 2.4 ได้แก่ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการของตลาดหลัก อาทิ สหรัฐ และยุโรป ที่ต้องการส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียมและหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สูงขึ้นร้อยละ 0.7 ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง ตามความนิยมอาหารพร้อมรับประทาน และกระแสการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสำหรับสุนัขและแมว ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น และฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลง 12.8% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ลดลงต่อเนื่อง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลดลง 1.6% ได้แก่ ยางพารา ตามความต้องการใช้ยางในตลาดโลกชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และสินค้าข้าว จากอุปทานล้นตลาด และการแข่งขันด้านราคาในตลาดข้าวโลก
สำหรับ ดัชนีราคานำเข้า เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 117.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังคงขยายตัว 3.9% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการภายในประเทศ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการสต๊อกสินค้าเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปลายปีและปีใหม่ ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้น 9.2% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการสำรองทองคำของธนาคารกลางหลายแห่ง
เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และคอมพิวเตอร์ และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าโลหะเพื่อผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์เป็นสำคัญ
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้น 6.5% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ หมวดสินค้าทุน สูงขึ้น 4.2% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการ และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้น 1.2% โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 11.1% จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ เนื่องจากสต๊อกน้ำมันดิบและอุปทานที่ล้นตลาด รวมถึงความต้องการชะลอตัว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า ปี 2569 คาดขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่อาจเติบโตอย่างช้า ๆ ตามการขยายตัวอย่างจำกัดของสินค้าบางกลุ่ม โดยปัจจัยที่ยังสนับสนุนให้ดัชนีขยายตัว ได้แก่ 1.ความต้องการบริโภคอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังขยายตัวต่อเนื่อง 2. สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก และ3. ต้นทุนการผลิตของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อะลูมิเนียม และหน่วยความจำ (DRAM)
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ 1. ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก 2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค 3.ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ 4. ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่ม ยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา 5. ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในระดับต่ำ จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลัก และ 6. การแข็งค่าของเงินบาท
ที่มา vovworld.vn
วันที่ 29 มกราคม 2569

